อีกสักทีน่า… กับวงการเพลงไทย [ภาค ๒]

จำได้ตอนสมัยเด็กๆ เคยได้ยินว่าอัลบัมเพลงมียอดขายกันเป็นล้าน ผิดกับสมัยนี้ราวฟ้ากับเหว เดี๋ยวนี้ถ้าขายได้ถึง 5 หมื่นนี่ก็แทบจะดีใจจนน้ำตาไหลแล้ว นี่พูดถึงวงที่ดังสุดๆด้วยนะ

ก่อน จะเขียนอะไรไปมากกว่านี้ ต้องออกตัวก่อนว่าเราเองก็ไม่ได้มีข้อมูลจำนวนมากอยู่ในมือ เขียนจากที่เคยได้คุยกับคนรู้จักและเพื่อนๆที่อยู่ในวงการนี้เท่านั้น

ยุค นี้เรียกว่าจะมาหากินกับการออกเทปนั้นท่าจะยากซะแล้ว คนไม่ซื้อของจริง มีของปลอม แผ่น mp3 อยู่มากมาย ทำให้เงินไม่ตกถึงมือคนทำงาน แถมเดี๋ยวนี้ร้ายกว่าเดิมคือมีคนนิยมปล่อยให้โหลดกันฟรีๆบน internet ตามเวป Bit Torrant หรือเวปฝากเพลงต่างๆ พูดอย่างนี้อาจจะฟังดูไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะปัญหานี้เกิดมานานแล้ว

คน ไม่มีความศรัทธาในตัวศิลปิน ประกอบกับอัลบัมที่ทำแข่งกันออกมามากมาย ทำดีมั่ง ห่วยๆ ก็เยอะ ทำให้คนไม่อยากเสียตังค์ซื้อเพลงฟังอีกต่อไป อยากฟังก็ไปหาโหลดเอา หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นแผ่น mp3 จะได้รู้สึกว่ามันคุ้มหน่อย

ปัญหามันอาจจะอยู่ที่ว่า คนทั่วไปไม่มีสำนึกในการยอมเสียมากกว่าเืพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

ทาง ด้านคนทำดนตรีก็มีไม่น้อยที่ทำแบบขอไปที ทำตามใบสั่ง ไม่ได้ทำด้วยใจ เรียกว่าทำออกมาแบบชุ่ยๆ ทำให้งานออกมาห่วย บางยุคถึงขั้นฟังไม่ได้เลยทีเดียว (ตามความรู้สึกของผู้เขียน) ในกรณีที่มีนายทุนสั่งมาคนทำเพลงอาจจะพยายามทำไม่ให้เหมือนเพลงที่ถูกวางให้ เป็นต้นแบบ แต่แล้วนายทุนไม่เอา เพราะไม่เข้าใจว่าอะไรคือแนวทางเดียวกัน อะไรคือเหมือนเป๊ะ รู้อย่างเดียวว่าตูจะเอาแบบนี้ เอาเหมือนอย่างนี้เลยนะ แต่ไม่ให้โดนปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์… เชื่อเถอะว่านายทุนแบบนี้มีเยอะ ผลที่ออกมาก็คืองานที่ฟังแล้วรู้เลยว่าไปลอกเพลงชาวบ้านมา อีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อคนทำเพลงได้ reference มาแล้ว ด้วยความที่ตัวเองไม่ลึกซึ้งทางด้านหลักของการเรียบเรียงดนตรี ทำให้ไม่สามารถหลีกหนีจากแนวทางเดิมๆของต้นฉบับที่ได้รับมอบหมายมา (และก็มีอีกมาก ที่จงใจจะทำให้เหมือนเลย แต่เอามาดัดแปลงนิดหน่อยเช่นทำนองเดิมแล้ว ใส่เนื้อไทยเข้าไปอะไรอย่างนี้เป็นต้น)

ปัญหาจากด้านผู้ผลิตก็คือ งานที่ไม่ได้คุณภาพจำนวนมาก มากพอที่จะทำให้คนฟังเสื่อมศรัทธาในตัวคนทำงาน เสื่อมศรัทธาในตัวศิลปิน เรียกว่าไม่เกิดความอยากเป็นแฟนพันธุ์แท้กันละ เพราะจะเป็นไปทำไมในเมื่อเพลงมันเหมือนเพลงต่างชาติ เหมือนคนนู้นคนนี้ ไปลอกเค้ามา… เวลาผู้ผลิตไปโวยวายเรื่องลิขสิทธิ์ก็เลยโดนตอกกลับมาด้วยข้ออ้างต่างๆ มากมาย… อย่างนี้เราเรียกว่า ผู้ผลิตสร้างนิสัยไม่ดีให้กับผู้บริโภคได้มั๊ย??

อ่านถึงตรงนี้อย่า พึ่งเข้าใจว่าผมกำลังบอกว่างานเพลงในตลาดทั้งหมดมันห่วย มันชุ่ยนะ งานที่ดี และดีจริงๆ ก็มีอยู่เยอะ แต่มันถูกงานห่วยๆเบียดบัง เวลาคนเค้า่มอง(โดยเฉพาะเด็กๆส่วนใหญ่) เค้าไม่มานั่งเฟ้นหาหรอกว่างานไหนดีไม่ดี เค้าก็มองรวมๆ ประมาณ..เออ.. ก็มันเป็นอย่างนี้แหละ ห่วยๆ… หา mp3 ดีกว่า…. bra bra bra…. คงมีน้อยมากที่จะมานั่งเลือกฟัง และเกิดความศรัทธาในศิลปินจริงๆขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแฟชั่นซะมากกว่า

ปัจจุบันมีมหาลัยที่เปิดสอน วิชาดนตรีมากมาย และส่วนใหญ่ก็จะมีภาควิชาที่เรียกว่า “ดนตรีเชิงพานิชย์” พ่วงอยู่ด้วย

จากที่เกริ่นไปในภาคแรก ว่าได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพี่คนหนึ่งที่มหิดล พี่เค้าเล่าแนวคิดให้ฟังว่า วัฒนธรรมของไทยเรานั้นแข็งแรง มีสิ่งดีๆอยู่แต่กำลังถูกบดบังด้วยวัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามา ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ข้อเสียมันอยู่ที่เราไม่สร้างอะไรของเราเองขึ้นมา ไม่เป็นตัวของตัวเอง ดนตรีแนว j-pop (japanese popular music) ก็นำเอาวัฒนธรรมต่างๆของญี่ปุ่นที่เกี่ยวเนื่องกันเข้ามาด้วย เช่นเดียวกับดนตรีแนว k-pop (korean popular music) ที่นำเอาวัฒนธรรมของเกาหลีเข้ามา เช่นแฟชั่นการแต่งตัวหรือทรงผม — เช่นกันกับหนังหรือละครต่างชาติต่างๆ ที่นำพ่วงเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาให้คนไทยได้เลียนแบบด้วย

โดยส่วน ตัวแล้วผมมองว่าภาควิชาดนตรีเชิงพาณิชย์นี้คือความหวังเล็กๆของวงการเพลงไทย ที่สักวันเราอาจจะมีดนตรีแนว T-Pop ออกไปให้โลกได้รู้จักบ้าง ตอนนี้ก็มีนะไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันถูกเบียดบังเพราะเรายังไม่แข็งแรง งานเพลงของไทยถูกนำออกไปขายต่างชาิติน้อยมาก เพราะอะไร? วัยรุ่นไทยเองยังบอกว่าเพลงจากต่างชาติเพราะกว่าอยู่เลย… อยากรู้่ว่าทำไมแนะนำให้กลับไปอ่านที่เขียนไว้ข้างบนอีกที ^^;

ถ้ามี คนมาติดต่อให้สอนดนตรีเชิงพาณิชย์ (ซึ่งจริงๆก็มีมาคุยๆกันอยู่บ้าง) สิ่งที่คิดว่าภาควิชานี้ควรจะมอบให้นักเรียนได้ ก็คงจะเป็นความเข้าใจเรื่องทฤษฏีดนตรี การเรียบเรียงเสียงประสาน การใช้คอมพิวเตอร์กับงานเพลง ขั้นตอนการผลิตรวม ระบบการจัดจำหน่าย การประชาสัมพันธ์ตัวเองและผลงาน ที่สำคัญคือความเข้าใจด้านภาษา (โดยเฉพาะภาษาไทย) — ลักษณะฉันทลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้คนที่เรียนเมเจอร์นี้สามารถสร้างงานของตนเองได้ และสามารถเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างนักดนตรีสายเฉพาะทางต่างๆ เรียกว่าเป็นคนสร้างงานโดยสามารถดึงเอาทร้พยากรต่างๆจากหลายๆด้านมาใช้ได้ อย่างถูกต้อง

การวางหลักสูตรดนตรีเชิงพาณิชย์ในเมืองไทยนั้นคงจะต้่องแตกต่างจาก music business ที่เค้าสอนในเมืองนอก สาเหตุเพราะ music business model ของประเทศเรานั้นแตกต่างกับต่างชาติอย่างสิ้นเชิง เรียกว่าเอาตำราของเค้ามาใช้แทบไม่ได้เลยละกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดของตลาด หรือ “culture” ของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต่างกัน

หลักสูตรนี้อาจจะเป็นการ สร้างของใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเอาของเ่ก่าที่เราทำๆ กันไว้ในประเทศนี้มาศึกษาเพื่อทำต่อไปเลยก็ได้ อาจจะเอามาศึกษาเพื่อให้เป็นบทเรียนว่าทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยเดิม

การ มองหลักสูตรของภาควิชานี้อาจจะเป็นเรื่องของการมองอนาคต มองว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป จะไปในทิศทางไหนในอนาคตมากกว่า

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
Facebooktwitterlinkedinyoutube