อีกสักทีน่า… กับวงการเพลงไทย [ภาค ๑]

วันนี้หลังจากฝ่าฟันรถติดกลับบ้านมาก็นั่งพัก เปิดเน็ท แล้วก็เจอกระทู้ทำนองเกี่ยวกับการโหลด mp3 ใน pantip.com

จริงๆ ก็เคยเขียน blog แนวๆนี้ไปแล้ว จำไม่ได้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ (ตอนนี้ยังขี้เกียจไปขุดดู) แต่จากตอนนั้นถึงตอนนี้ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย… และพอไม่มีคนพูดแย้ง รณรงค์ ก็ดูเหมือนจะเห็นเป็นเรื่องปรกติธรรมดา และไม่ผิดไป…

ขออณุญาติก๊อปข้อความจากกระทู้ใน pantip มาให้อ่านกันเล่นๆ ตรงนี้ด้วยละกัน อาจจะเป็นแค่เสียงจากคนๆหนึ่ง…. แต่อ่านแล้วก็เห็นใจเค้าจริงๆ จะว่าด้วยความที่เป็นคนอาชีพเดียวกันก็ได้

/////// ขอร้องเถอะครับ…ผมจนมุมและจนปัญญาแล้ว เรื่องการถูกปล่อยโหลดเพลง

** ผมขอพูดถึงคนที่ทำแบบนี้แล้วกันนะครับ ( คือแค่ขอความร่วมมือนะครับ )

ขอร้องเถอะครับ…ให้กราบเท้าก็ได้ หยุดปล่อยเพลงตามพวก TORRENT หรือเว็บทำนองแบบนี้กันสักที การแต่งเพลงและการขาย CD และรายได้จากการโหลดริงค์โทนเป็นเพียงรายได้ทางด้านวิชาชีพอย่างเดียวที่ผมมี ผมเสียรายได้จากการทำแบบนี้ของพวกคุณมามากจนจะไม่สามารถหาเงินมารักษาพ่อที่เป็นอัมพาตได้แล้ว ….ขอร้องเถอะครับ

สิ่งที่ทำกันอยู่ในบอร์ดนี้มันเป็นการฆ่าผมและเพื่อนๆนักแต่งเพลงทางตรงเลยนะครับ หลายคนเขาไม่มีเงินส่งลูกเรียนแล้วซึ่งมันไม่น่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นถ้นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ไม่สนับสนุนการทำแบบนี้กัน…

ถ้าจะหาว่าผมมาเป็นฮีโร่อยากดัง หรือตอบแบบล่อเป้านั้นขอบอกตรงนี้เลยว่า ผมไม่อยากมาพูดแบบนี้ถ้าผมไม่จนมุมในการหาเงินมารักษาพ่อขนาดนี้ครับ

*** ขอบคุณมากครับถ้าจะนำข้อความผมอันนี้ไปโพสต์ไว้ตามเว็บไซด์ที่ทำการแบบนี้เช่นกัน

ขอให้ผลบุญคืนสู่ตัวพวกคุณทุกคนที่ช่วยลดการทำร้ายคนอาชีพแต่งเพลงครับ

** ขอใช้นามปากกาว่า ชาญชลิต แล้วกันนะครับ ถ้าลงชื่อจริงไปคงถูกหาว่าอยากดังแน่ๆ ซึ่งผมก็เตรียมใจรับคำด่าสำหรับคนที่ไม่เข้าใจเจตนาที่ผมมากราบขอร้องแล้ว

จากคุณ : ชาญชลิต – [ 20 ส.ค. 50 05:25:06 A:124.121.68.106 X: ]”และก็มีข้อความที่มาเขียนตอบอันหนึ่งที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเห็นด้วยทีเดียว

“ถ้าจะฟังก็คือจะซื้อค่ะ

ด้วยความที่อยากให้ศิลปิน รวมทั้งทีมงานเบื้องหลัง ได้มีอาชีพทำเพลงไทยได้ต่อๆไป….

เห็นข้อแตกต่างมากมายระหว่างสมัยที่วงการเพลงสามารถขายได้เป็นล้านชุด  กับตอนนี้ที่ยากจะถึงแสน

สิ่งดีๆมันหายไปหมด
– คอนเสิร์ตใหญ่ยักษ์ตั๋วถูกๆเหมือนสมัยก่อนไม่สามารถจัดได้   เพราะค่ายต้องดิ้นรนด้วยยอดขายค่าตั๋วคอนเสิร์ตเล็กๆ   (คอนเสิร์ตที่ Impact จุแค่หมื่นเดียว เราถือว่าเป็นคอนเสิร์ตเล็ก)
– อัลบั้มมีให้เลือกหลากหลายน้อยลง    ศิลปินจะออกอัลบั้มที  ก็ต้องมีเงื่อนไข   ปล่อยมาลองตลาดก่อน   ถ้าไม่ติดตลาด   โครงการอัลบั้มเต็มก็อาจถูกพับไป…    เป็นกับทั้งศิลปินหน้าเก่า และหน้าใหม่เลยทีเดียว
– ศิลปินที่ไม่มีฐานแฟนเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็ออกผลงานได้ยากขึ้น    ค่ายเทปกล้าเสี่ยงลงทุนน้อยลง
– ร้าน CD ปิดตัวไปเยอะ   และร้านที่เหลืออยู่ stock ของน้อยลง   ทำให้ CD เก่าหาซื้อยากยิ่งขึ้น
– CD เพลงฝรั่งจากที่เคยหาซื้อสะสมได้ง่ายๆ   ทั้งอัลบั้มเวอร์ชั่นพิเศษ และ ซิงเกิ้ล  กลายเป็นว่า ตอนนี้แม้แต่อัลบั้มธรรมดายังหาซื้อยาก   เพราะค่ายไม่กล้าเสี่ยงออก
– CD แผ่นละ 120 บาท   สมัยก่อน (10 ปีก่อน) เทปม้วนละ 89-99 บาท   แต่ก็น่าจะถือว่าราคาเดียวกันนั่นแหละ   คนสมัยนั้นยังซื้อกันจนยอดขายเป็นล้านได้…     แต่ตอนนี้แม้แต่แสนยังไม่ค่อยจะถึง….    แล้วค่ายเทปจะไปเอาเงินที่ไหนมาทำอะไรพิเศษๆเหมือนสมัยก่อนได้…

มันเป็นเรื่องหน้าเศร้าจริงๆค่ะ

ถ้าอยากให้ตลาดเพลงบูมได้แบบสมัยก่อน    ต้องเริ่มที่ตัวเองแล้วค่ะ…
ไม่โหลด mp3  และ ไม่แจก mp3

ป.ล.  ก็ยังอ้างกันไปได้ต่างๆนานา    วิธีจัดการกับเพลงไม่มีคุณภาพ  คือ การ”ไม่ฟัง”    ไม่ใช่การ “โหลด mp3”  ซึ่งการตอบโต้การทำไม่ดีด้วยการทำไม่ดีตอบ…    คุณค่าของตัวคุณ กับ คนแต่งเพลงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างกันเลย…

แก้ไขเมื่อ 20 ส.ค. 50 12:16:36

จากคุณ : hiraikotsu

และนี่ก็อีกหนึ่งความเห็นที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกเสียวไส้อยู่ไม่น้อย เรียกว่าต้องภาวนาหวังว่าเราจะโชคดีพอ ที่จะไม่ต้องทำอย่างที่เค้าว่า

“ยุคนี้..การเป็นนักแต่งเพลงเพียงอย่างเดียว..ถ้าคุณไม่ใช่คนที่มักจะได้แต่งเพลงโปรโมต.. ก็คงอยู่รอดได้ยาก

ในฐานะที่ผมก็ทำอาชีพเดียวกันกับคุณด้วย..ผมแนะนำให้หาอาชีพเสริมครับ..

อันนี้อาจารย์ที่สอนแต่งเพลงผมเอง..พูดเลยว่า..ยุคนี้ต้องมี2อาชีพ..ถึงจะเอาตัวรอดได้

ในเมื่อเราแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้..ไม่มีประโยน์จะมาเรียกร้องแล้วครับ..หาทางออกทางอื่นดีกว่า… ผมรู้มันยากสำหรับคนที่มีความถนัดด้านนี้..แต่ต้องหันไปลองทำอย่างอื่น..แต่นี่แหละชีวิตครับ

ไม่ว่าคุณจะเล่นดนตรีกลางคืน..หรือขายของ..หรือขายตรง..ต้องทำแล้วแหละครับ.. เอาใจช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากเย็นตรงนี้ไปให้ได้นะครับ

จากคุณ : missingdejavu”จริงๆแล้วเมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสไปคุยกับอาจารย์ที่ ม. มหิดล  เผื่อว่าเราเองอาจจะไปสอนที่นั่นด้วย ก็ได้แลกเปลี่ยนทัศนะคติและมุมมองต่างๆไม่น้อยทีเดียว ในฐานะที่ตอนนี้มหาลัยต่างๆที่มีสอนดนตรี รวมทั้งมหิดลเองด้วย ก็ได้เปิดภาควิชาดนตรีเชิงพานิชย์ขึ้นมา ส่วนมุมมองที่ว่านี้เป็นอย่างไรขอแปะไว้เขียนต่อในภาค ๒ นะครับ

Note: อ่านเพิ่มเติมกระทู้ที่มาได้จาก http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C5732604/C5732604.html

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
Facebooktwitterlinkedinyoutube