ตำราจีบสาวฉบับประสบการณ์ตรง

เมื่อเช้าตาจูน หรือที่หลายๆคนเรียกว่า จูนน่า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่น้องๆสาวๆเรียก… (ตกลงแล้วมันชื่ออะไรกันแน่ฟะ) อยู่ดีๆก็โผล่มาทาง msn บอกว่า Tag เราเนื่องในโอกาสที่ดันไปโพสตอบไว้ใน blog เป็นรายแรก เอ่อ.. ไม่น่าหาเรื่องเลยตู.. ก็ใช่ว่าไม่ตอบ  Tag แล้วจะโดนอาภรรพ์อะไรหรอกนะ แต่พอดีอ่าน blog ชองตาจูนแล้วลาก link ไปถึง blog วิธีการจีบสาวของคุณ vowpailin เข้า ก็เลยได้แรงบันดาลใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา… เอาล่ะ เริ่มเลยละกันนะ

Research Studies’ ตำราจีบสาวฉบับประสบการณ์ตรง

Statement of purpose
เนื่องจากปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก วิธีการจีบสาวของหนุ่มสาวสมัยใหม่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากวิธีการปีนข้ามรั้วฝ่าดงลูกซองของพ่อฝ่ายหญิงในสมัยก่อน เป็นการส่งจดหมายรัก หรือที่เรียกกันว่าเลิฟเลทเตอร์ ใช้โทรศัพท์บ้านคุยกันซึ่งเสี่ยงต่อการถูกพ่อฝ่ายหญิงต่อสายพ่วงเพื่อการดักฟัง มาถึงยุคโทรศัพท์มือถือและการจีบกันบนอินเตอร์เน็ท (ซึ่งเสี่ยงกว่า ดังจะเห็นได้จากมีภาพและวีดีโอคลิ๊ปหลุดออกมามากมาย) แต่กระนั้นการจีบสาวยังถือเป็นศาสตร์แห่งความลี้ลับซับซ้อน การศึกษาค้นคว้ามักจำกัดอยู่ในหมู่เพื่อนฝูง คนวงใน และส่วนใหญ่จะเป็นเพศเดียวกัน

วัตถุประสงค์ของตำราจีบสาวฉบับประสบการณ์ตรงนี้เพื่อมุ่งเน้นในการหาผู้หญิงดีๆสักคนไว้เป็นคู่ครอง พัฒนาหลักสูตรมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งทางตรง (สำเร็จบ้างไม่สำเร็จมาก) และทางอ้อม (สังเกตจากชาวบ้านรอบๆตัว) การศึกษานี้ไม่รวมถึงการจีบสาวกลางคืนและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

Review of literature
วาวไพลินได้กล่าวไว้ว่าฝ่ายชายควรจะประมาณตน ไม่หวังสูงจนเกินไปเช่นจีบดาวคณะทั้งที่ตัวเองหน้าตาต่ำกว่ามาตรฐานและไม่มีข้อดีอื่นๆมาชดเชย แต่โลกนี้ยังไม่โหดร้ายจนเกินไปเพราะผู้หญิงดีๆ มักจะไม่เลือกผู้ชายที่หน้าตาเป็นหลักหากแต่จะมีมาตรฐานขั้นต่ำไว้เป็นเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจเสมอไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ (วาวไพลิน, วิธีการจีบสาวขั้น 0) การจีบสาวที่ดีฝ่ายชายไม่ควรตื้อ ไม่ควรตาม และไม่ควรแสดงอาการงอน หรือหึงหวงแสดงความเป็นเจ้าของก่อนเวลาอันควรเนื่องจากจะส่งผลกระทบในแง่ลบ (วาวไพลิน, วิธีการจีบสาวเบื้องต้น) การใช้โทรศัพท์คุยกันไม่ควรบ่อยและนานจนเกินไป รวมทั้งไม่ควรโทรไปเวลาเดียวกันทุกๆวันด้วย นอกจากนี้ฝ่ายชายไม่ควรทำตัวเป็นของตาย เพราะจะทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายหญิงและดูไม่น่าตื่นเต้นไม่น่าค้นหา (วาวไพลิน, วิธีการจีบสาวขั้น 2)

หมายเหตุ: คู่มือการจีบสาวของคุณวาวไพลินยังมีอีกหลายภาคแต่จะไม่ขอ review เพราะเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับ study ฉบับนี้

The study
หลายๆคนบอกว่าเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก รักใครชอบใครก็ไม่สามารถบอกเค้าตรงๆได้ แต่หารู้ไม่ว่าเป็นผู้ชายก็ลำบากไม่แพ้กัน ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนที่เราชอบจะมาหลงคารมตกลงปลงใจกับเราซะเมื่อไหร่ จะต้องทำอะไรมากมายหาวิธีหลอกล่อชั้นเชิงสาระพัดกว่าจะพิชิตใจคุณเธอมาได้  แถมสมัยนี้จะหาผู้หญิงดีๆสักคนก็ยากพอๆกับเวลาผู้หญิงเค้าจะหาผู้ชายดีๆนั่นล่ะ ดังนั้นการหาผู้หญิงมาเป็นคู่ครองในชีวิตจึงจำเป็นต้องมีเทคนิคในการเลือก ถึงจะไม่รับรองผล 100% แต่ก็คิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยในการช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตหรือทำให้ถึงขั้นต้องเลิกลากันในภายหลัง

Method
1. เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด
โดยธรรมชาติคนส่วนใหญ่มักจะทำตัวดีเข้าหากันก่อนเมื่อแรกรู้จัก โดยเฉพาะกับคนที่เราสนใจด้วยแล้วมักจะทำตัวดีเป็นพิเศษ ผู้หญิงบางคนถึงขั้นคาดหวังว่าจะเจอสิ่งที่เลวร้ายกว่าเมื่อความสัมพันธ์เริ่มดำเนินไป แต่นั่นคือสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยง
ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ควรเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายสนใจเด็ดขาด เพราะสันดานคนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ ต่อให้ได้คบกันจริงต่อไปก็ต้องเผยธาตุแท้อยู่ดี และถ้ามันไปกันไม่ได้สุดท้ายก็ต้องเลิก เพราะฉนั้นอย่าเปลี่ยนตัวเอง เป็นตัวของตัวเองตั้งแต่เริ่มดีที่สุด

1.1 หลังจากเริ่มจีบไปได้สักพัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องบอกให้อีกฝ่ายรู้ด้วยว่าเราแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีเสแสร้างใดๆทั้งสิ้น ถ้าผ่านไปสักพักแล้วเค้าเข้ากับคุณได้นั่นแปลว่ามันเข้ากันได้จริงๆ

1.2 สิ่งที่ต้องทำใจยอมรับคือ ถ้าคุณแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกไปแล้วอีกฝ่ายไม่ชอบ ก็ต้องทำใจยอมรับและอย่าดันทุรังเพราะดิ้นรนต่อไปก็เสียเวลาเปล่า

2. เดินหน้าหรือถอยหลัง
เลขเด็ดสำหรับระยะเวลาในการดูใจเพื่อจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือเผ่นดีกว่า ควรอยู่ประมาณ 2 ถึง 4 เดือน ถ้านานกว่านี้แล้วความสัมพันธ์ยังไม่คืบหน้า หรือดูจะเย็นชา ถอยหลังลงคลอง แบบนี้ก็ทำใจได้เลยว่ามันไม่ใช่แน่นอน อย่าฝืน อย่าตื้อ เพราะถ้าดันทุรังต่อไปจะมีแต่ต้องกินน้ำใบบัวบก หรือถ้าไม่บังเอิญฟลุ๊ค ตื้อเป็นแรมปีแล้วสาวเจ้าใจอ่อนอย่างนั้นความรักที่คุณได้มาอาจเป็นเพราะความสงสาร เห็นใจ หรืออะไรประมาณนั้น ไม่ใช่ความรักแบบคู่ชีวิต อาจจะทำให้คุณไม่ได้รับความเคารพนับถือ ความศรัทธาจากฝ่ายหญิง ทำให้คุณขาดความสามารถในการเป็นผู้นำครอบครัว (ในแง่ของความรู้สึก —  อันนี้ไม่ได้พูดถึงแง่ของความสามารถของคุณแต่อย่างใด ความรู้สึกล้วนๆ)

Note: ระยะเวลาในการสัมผัส chemical reaction ว่าตรงกันหรือเปล่าโดยมากจะอยู่ช่วงเริ่มต้นของการทำความรู้จัก คุณจะรู้สึกได้เองว่ามีอะไรน่าสนใจหรือไปกันได้หรือเปล่า บางทีมันเกิดกับคุณแต่ไม่ได้เกิดกับฝ่ายหญิง (เพราะเค้าไม่รู้สึกว่าคุณน่าสนใจ หรือมีอะไรที่มันเข้ากันได้) ถ้าเกินระยะนี้ซึ่งอยู่ในช่วง 2 ถึง 4 เดือนแรกไปแล้ว ก็ขอแนะนำให้ทำใจ หรือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วคุณไม่สานต่อ ความสัมพันธ์ก็อาจจะหยุดลงแค่ความเป็นเพื่อนนั่นเอง

3. ไปเที่ยวกันสองต่อสอง… มื้อนี้ฟรีหรือจ่าย
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยทีเดียว ข้อแนะนำคือพยายามอย่าออกหน้าก่อนว่าจะเลี้ยงฝ่ายหญิง หรือทำตัวเป็นป๋า เพราะอาจจะถูกมองว่าเป็นถังเงินและถูกหลอกแด๊กได้ วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าพึ่งรีบควักกระเป๋าออกมาทำท่าจ่ายตังค์ ให้รอดูสถานการณ์ก่อนว่าฝ่ายหญิงทำท่าว่าจะจ่ายหรือเปล่า จากนั้นคุณค่อยตัดสินใจว่าจะเลี้ยงหรือเปล่า ซึ่งต้องดูจากลักษณะนิสัยของฝ่ายหญิงด้วย

3.1 ต่างคนต่างจ่าย – วิธีนี้แนะนำให้ใช้หากฝ่ายหญิงดูเป็นคนที่ชอบพึงตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง และวางตัวเป็นเพื่อนกับเรา การที่คุณไม่เสนอตัวว่าจะเลี้ยงเค้าจะทำให้เค้ารู้สึกสบายใจที่จะออกมากับคุณในครั้งต่อไป และไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณหรือติดค้างอะไรกัน

3.2 เลี้ยงฝ่ายหญิงไปเลย  — วิธีนี้แนะนำให้ใช้ต่อเมื่อ
3.2.1 ฝ่ายหญิงแสดงท่าทีคาดหวังอย่างเห็นได้ชัดให้คุณเป็นฝ่ายเลี้ยง  —  ถ้ายังไม่ทันได้เป็นอะไรกันเลยก็หวังให้คุณเลี้ยงแบบนี้ โดยเฉพาะถ้าเป็นการออกไปด้วยกันครั้งแรกๆ คุณก็คิดเอาเองละกันว่าอีกหน่อยคุณเธอจะเรียกร้องขนาดไหน หรือถ้าเค้าไม่สนใจคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณถูกหลอกกินฟรีไง ดังนั้นก็เลี้ยงซะเป็นมื้อแรกและมื้อสุดท้าย ต่อไปจะได้ไม่ต้องออกมาด้วยกันอีก
3.2.2 ฝ่ายหญิงทำท่าว่าจะออกตังค์เองก็ได้ แต่คุณรู้สึกได้จากท่าทีและบทสนทนาว่าถ้าคุณออกตัวว่าจะเลี้ยงแล้วจะดูดีกว่าในสายตาของเค้า วิธีการคือถ้าคุณตัดสินใจว่าจะเลี้ยงแล้วให้รอจังหวะ ถ้าฝ่ายหญิงทำท่าจะก้มลงหยิบกระเป๋าตังค์เมื่อไหร่ ก็ให้บอกเลยว่า “ไม่เป็นไร มื้อนี้เราออกตังค์เอง” หลังจากนั้นก็จะมีบทสนทนาตามมาประมาณว่าเค้าจะขอออกเอง หรือดีไม่ดีจะแย่งกันจ่าย ก็ค่อยตกลงกันและอาจจะเป็นการเริ่มต้นของการออกมาด้วยกันครั้งต่อไป (ข้อ 3.2.2 นี้จะสอดคล้องกับที่คุณวาวไพลินได้เขียนอธิบายไว้ในคู่มือการจีบสาวเช่นกัน)

4. แบบทดสอบความคิด
แน่นอนว่าถ้าเราจะหาเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน เราย่อมอยากได้คนที่คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น ไม่ใช่ลูกแหง่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกิดวันหน้าเราเป็นอะไรไปอย่างน้อยเค้าจะได้อยู่ด้วยตัวคนเดียวได้ (แต่จะให้ดีก็แอบหวังว่าเค้าจะมาช่วยเราได้บ้าง)  วิธีการดูก็มีดังนี้

4.1 ระหว่างคุยกันตามปรกติ ลองแสร้งทำว่าเรามีเรื่องกลุ้มใจ คิดไม่ตก มีปัญหา (ทั้งที่จริงๆแล้ว คุณอาจจะคิดหาทางแก้ปัญหาพวกนั้นไว้หมดแล้ว) ลองแกล้งปรึกษาฝ่ายหญิงดูว่าเค้ามีความเห็นว่าอย่างไร วิธีนี้ช่วยให้เรารู้ว่าฝ่ายหญิงคิดแก้ปัญหาเป็นแค่ไหน ต่อให้ยังเป็นคุณหนูอยู่ในบ้านไม่เคยเจอโลกภายนอกยังอ่อนประสบการณ์อย่างน้อยเราก็ยังได้เห็นวิธีการคิด ดูซิ๊ว่าเหมือนคุณ ไปในทางเดียวกับคุณหรือเปล่า ดีไม่ดีคุณอาจจะได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ก็ได้นะ

4.2 ถามเรื่องทางบ้าน ปัญหาส่วนตัว ปัญหากับเพื่อนของเค้า (ต้องรอให้สนิทถึงขั้นหนึ่งก่อนนะถึงจะถามคำถามพวกนี้ได้) แล้วดูว่าเค้าคิด แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเค้าอย่างไร

5. ยอมรับข้อเสียของอีกฝ่าย
ต้องยอมรับก่อนว่าไม่มีใครในโลกนี้วิเศษไปซะทุกอย่าง ทุกคนมีข้อดีและข้อด้อย ข้อดีนั้นเราคงไม่ต้องดูเพราะมันดีอยู่แล้ว ข้อด้อยของอีกฝ่ายต่างหากที่เราต้องทำใจยอมรับ อย่ามองข้ามแต่ให้ถามตัวเองว่ายอมรับมันได้หรือเปล่า บางทีคุณอาจจะพบว่าตัวเองนั่นล่ะที่เป็นฝ่ายเรื่องมากซะเองก็ได้ใครจะไปรู้

Discussion
การศึกษานี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ หากยึดตามวิธีการข้างต้นก็อาจจะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่กระนั้นก็ยังมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องซึ่งอาจส่งผลกระทบ เช่นเพื่อน หรือทางบ้าน และสังคมแวดล้อม อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว โปรดใช้วิจารณาณ ในการอ่าน

Bibliography
Vow, P. (2006-2007). *คู่มือจีบสาว*. Retrived from msn spaces live: vowpailin.spaces.live.com

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
Facebooktwitterlinkedinyoutube