แบงค์ กับ พี่โก้ Mr. Saxman

March 31, 2007 3:05 am Archives , ,
เคยมีอาจารย์ที่คณะท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า Being musician is like being cursed เพราะเมื่อคุณเป็นนักดนตรีแล้ว มันยากที่จะละทิ้งวิถีชีวิตของนักดนตรี หรือเลิกเล่นไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าให้ถามตัวเองว่าหากไม่เล่นดนตรี ไม่เป็นนักดนตรีแล้วจะให้ทำอะไร… บอกตรงๆว่าคิดไม่ออกเหมือนกัน

ตัวเรานั้นต้องถือว่าโชคดีมากที่มีเพื่อนดี และได้รู้จักคนดีๆมากมายผ่านทางดนตรี และหนึ่งในนั้นก็คือรุ่นพี่ที่เราเคารพมากที่สุดคนหนึ่ง และสามารถพูดได้เต็มปากว่าหากไม่ได้พี่คนนี้ เราคงไม่ได้เป็นเราอย่างทุกวันนี้ พี่คนนั้นคือพี่โก้ Mr. Saxman

วันนี้เข้าเวป Saxsociety ของพี่โก้ และได้เห็นกระทู้ที่พี่โก้เขียนเล่าถึงประวัติการเล่นดนตรีของตัวเองไว้ อ่านแล้วก็นึกถึงเรื่องเก่าๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา เส้นทางที่เราได้เดินโฉบไปโฉบมาอยู่ในเรื่องราวของพี่เค้า เพราะเหตุการณ์ตั้งแต่พี่โก้เล่าถึงตอนเรียนมหาลัย เรามีส่วนได้ร่วมแชร์ประสบการณ์นั้นอยู่ด้วยในบางส่วนมาโดยตลอด จึงขอเอามาเล่าต่อกันฟังในที่นี้โดยเราจะขอแทรกเรื่องราวของเราที่เส้นทางเดินบังเอิญได้พาดผ่าน เส้นทางของพี่เค้าเข้าไปด้วย (ตัวสีฟ้าคือข้อความที่เรายกมาจากที่พี่โก้เขียน ส่วนสีดำคือส่วนในประสบการณ์ของเราที่บังเิอิญได้โฉบไปโฉบมาอยู่แุถวๆนั้น)

ที่มาของเรื่องต้นฉบับ: http://www.saxsociety.com/forum2/index.php?topic=1877.0

———————————————————————————–

ย้อนไปตอนเริ่มเล่น Sax เลยละกันนะครับ.. (ถ้าย้อนไปไกล เดี๋ยว 9 โมงเช้าก็พิมพ์ไม่เสร็จครับ) พี่โก้ ก็เหมือนเด็กคนอื่น ๆ แหละครับ… เล่นวงโยธวาทิตของร.ร. (สวนกุหลาบนนท์) ในตำแหน่ง Clarinet… ไม่เคยเป่า SAx (เพราะถ้ามั่วเครื่อง คงรู้นะครับ เด็กวงโยฯ ต้องโดนหนักแน่) และไม่อยากเป่า ไม่สนใจด้วยแหละ…เล่น Clarinet จนจบม.3…… (ไม่มีอะไรเกิดขึ้น) ที่อยากเล่นวงโยฯ เพราะว่า เป็นวิธีเดียวที่จะได้เล่นดนตรี แบบไม่เสียตังค์เรียนครับ (ไม่มีจะเสียนั่นเอง .. เพราะพี่ ๆ อาจารย์ สอนฟรี, เครื่องก็ไม่ต้องซื้อ สิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกเล็กน้อย… )

จบม.3…. ไม่เรียนต่อ ม. 4 ดีกว่า.. เพราะว่าพี่โก้อยากเรียนด้านธุรกิจ อยากเรียนบัญชี อยากเรียนการขาย เลยมาสอบเข้าที่ พณิชยการพระนคร (ปวช.)… คนมันเคยเล่นวงโยฯ น่ะครับ.. มาเรียนต่อที่ใหม่ เค้าก็มีวงโยฯ อีก ก็ไปสมัครเล่นกับเขาในตำแหน่งเดิม (Clarinet) SAx ไม่สน (อยู่ดี)…ก็เล่นไปได้อีกซัก 2 ปีได้ครับ (อยู่ปี 2 , ม.5 ) ก็เริ่มที่จะทำงานพิเศษหาเงินครับ.. พี่โก้เรียนหนังสือรอบเช้า เลิก 13.00 ก็ทำงานขายของที่ร้านสหกรณ์ครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการขายปากกา ยางลบ กระดาษพิมพ์ดีด สมุดจดชวเลข ถุงเท้า เสื้อนักเรียน ฯลฯ จนตอนหลังคิดเลขผิด ๆ ถูก ๆ เลยย้ายมาเป็นผู้ช่วยอาจารย์(จริง ๆ แล้ว คอยถือ Microphone และลบกระดานดำให้อาจารย์ครับ )…. กว่าจะเลิกทำงาน ก็ทุ่มนึงพอดี..ได้ตังค์วันละ 25 บาท….(ดีใจมากกก ได้ตังค์แล้ววว)

ยังครับ ยังไม่เลิกเล่นวงโยฯ ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ เป่าปี่ร่ำไป…อ้ออีกอย่างที่ทำคือ พี่โก้บ้าซ้อมพิมพ์ดีดมาก ๆ ๆ ๆ วัน ๆ พอว่างจากบางวิชาก็ซ้อมพิมพ์ดีด ที่ห้องพิมพ์ดีด… (ซ้อมจน ไม่ค่อยมีใครอยากนั่งพิมพ์ใกล้ ๆ พี่โก้ครับ) ด้วยความหวังว่า เรียนจบ ปวช. จะไปเป็นเสมียให้ได้ เพราะพี่โก้ถนัดพิมพ์ดีด ชวเลข และบัญชี ครับ… (ไม่เกี่ยวกับดนตรีเลยยย)
———————————————————————————–

ยังคงขายของ ลบกระดาน และซ้อมพิมพ์ดีด… (วัน ๆ ) จนกระทั่งประมาณปิดเทอมปี 2 ขึ้นปี 3 ครับ… บุคคลสำคัญคนนึงในชีวิตพี่โก้ คือ อาจารย์กวินท์วุฒิ กลั่นไพฑูรย์ (อาจารย์ประจำห้องดนตรีดูแลควบคุมวงดนตรี) ของโรงเรียน ซึ่งอาจารย์พี่โก้คนนี้ เป็นนัก Piano Jazz ที่เก่งมาก ๆ เป็นครูคนแรกที่สอนพี่โก้ให้ Adlib และให้หน้าด้านเข้าไว้ (ด้านได้ อายอด อดเล่นดนตรีน่ะ) “เฮ้ย ไอ้โก้ ได้ข่าวว่ามึงไม่ค่อยมีตังค์มาโรงเรียนหรือ?” อาจารย์ถามพี่โก้ … “ครับ” พี่โก้ตอบ… “เอางี้ เห็นมึงพอเล่น Clarinet ได้ อยากมาเล่นดนตรีกลางคืนกับอาจารย์ไม๊” …. (จริง ๆ รออาจารย์ถามมานานนนน แล้วครับ พยายามเป่าเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งแกะเอาแบบ Snake snake fish fish ตอนอยู่ม.2 ที่สวนนนท์ ซึ่งเพื่อนตัวดีเอาเทปมาให้แกะ บอกว่า”เฮ้ย ไอ้โก้ เพลงแสงเทียน สุดยอดเลย มึงเอาเทปไปแกะเลยไป เสียงแซกฯ แม่งสุดยอด” (ขอโทษนะครับที่ต้องใช้คำพูดไม่ค่อยไพเราะ…อยากให้ได้บรรยากาศตอนนั้นน่ะครับ… ) เพลงแสงเทียน เป็นเพลงแรกที่พี่โก้หัดเป่า ที่ไม่ใช่วงโยฯ น่ะนะ… และก็เพิ่งมารู้ตอนหลังนี้ว่า ไอ้ที่เพื่อนตัวดีเอามาให้แกะตอนนั้นน่ะ… เสียง Keyboard ชัด ๆ เลย…(ไม่รู้มันฟังยังไงเป็นแซกฯ ไอ้คนแกะก็ไม่รู้เรื่อง)

ตัดตอนเลยละกัน พออาจารย์ชวนไปเล่นดนตรีกลางคืน…”เฮ้ยได้วันละ 100 นะ” เอาวะก็ดีกว่า 25 บาท (4 เท่าแน่ะ) ไม่เอาก็โง่แล้ว

ไปเล่นวันแรก…ที่ Diana Coktailouge (แถว ๆ Novotel สยาม ตอนนี้) เจ้าของร้าน.. จำได้เลยบอกว่า “อาจารย์วุฒิ เอาไอ้แตรวงนี่มาเป่าได้ไงเนี่ย ไล่แขกรึเปล่า แขกยิ่งน้อย ๆ อยู่ ไอ้หัวเกรียนเนี่ย- ตอนนั้นเรียน ร.ด. อยู่ครับ ไม่เอาได้ไม๊ล่ะอาจารย์… ” สรุปว่าโดนเขาไล่ออกตั้งแต่วันแรกเลย (จะไม่ให้ไล่ออกได้ไงครับ… เป่าเพลง The One You Love ดันใช้ Clarinet เป่าเป็นพระอภัยไปได้… คิดย้อนกลับไป ก็สมควรแหละ..

อาจารย์วุฒิ (ผู้มีพระคุณ) บอกถ้าร้าน ไม่จ้าง ผมจ้างไอ้นี่เล่นเองก็ได้… พี่โก้ถึงได้เล่นต่อ.แต่มีข้อแม้นะ “มึงต้องไปหัดเป่า Sax “………………. “อาจารย์ไม่อยากมีนัก Clarinet ระดับโลกซักคนเหรอครับ ผมจะต้องดังด้วย Clarinet ให้ดู ให้ได้เลย” พี่โก้บอกอาจารย์ อย่างงั้นครับ ผลที่ได้รับคือ โดนเตะ… “จะเอามั๊ย เงินน่ะ” o.k. เงินน่ะอยากได้ครับ แต่ไม่ชอบ Sax นี่ ทำไมต้องบังคับกันด้วย…. แต่ก็ต้องทำครับ… วันรุ่งขึ้น ไปที่ห้องดนตรี หยิบ Alto Sax (Selmer Mark 7 ) มาตัวนึง และmouthpiece อะไรไม่รู้… … ด้วยความที่ Clarinet และ Saxophone มีทักษะ การออกเสียงที่คล้าย ๆ กันครับ แต่ Fingering ไม่เหมือนกัน ก็ทำให้เป่าพอออกเสียงได้บ้างครับ…

ความรู้สึกแรกที่จากไม่ชอบ( ถึงขั้นเกลียดเล็ก ๆ กับ Saxophone ) กับแปลกมากครับ เป่าออกมาเสียงแรกก็รู้สึกถึงความจริงใจของเจ้า Sax ตัวนี้มาก ๆ เลย นั่นหมายถึง การสนองรับอารมณ์ของคนเล่น น้ำเสียงที่ออกมา ความ Sexy ของเจ้าเสียงแซกฯ ทำให้คน ๆนึงซึ่ง Anti Saxophone มาตลอดชีวิต กลับเปลี่ยนความคิดโดยสิ้นเชิง… วันนั้นเป่าไปจากบ่าย จนค่ำ……(Love at first blow) แปลว่า”รักตั้งแต่แรกเป่า” ครับ…

คืนนั้น พี่โก้เล่นเพลง The One You Love, Careless Whisper, แหวนแลกใจ (พี่ก้อย ovation), ฉันรักผัวเขา (พี่นก สินจัย)… 2 เพลงหลังเนี่ย ใครรู้จักบ้างยกมือขึ้น ? (ไม่ต่ำกว่า 30 แน่ ๆ อายุน่ะ) เล่นได้ด้วย Saxophone …. (ซ้อมทั้งวันเนี่ยก็ต้องได้สิ)
———————————————————————————–

รัก รัก รัก รัก แซกฯ จัง….

วันรุ่นขึ้นอีก อาจารย์ พาไปซื้อเทป (ผี) ที่ร้านเทปแถวสยามฯ ตั้งแต่เย็น ๆ “มึงต้องฟังนี่… Stan Getz , Sadao Watanabe, Grover Washinton ถึงจะเป่า SAx เป็นเสียง Sax ” ผมจ่ายไป 25 บาท พาStan Getz กลับมาด้วยครับ.. “The Girl From Ipanema” ฟังเป็น 10 ๆ รอบ (ยังหาความไพเราะไม่เจอ) รู้แต่ว่า ท่อนแยก โคตรยาก… เพราะตรงไหนวะ? (ตั้งคำถาม)

อาจารย์สั่งการบ้านครับ…หัดเป่าเพลง Satin Doll, Take five, Take The A train, All of me, Five foot two, Harem Noctern, Just the way you are , Just the two of us, wine light, Rendevoue, Blue Bossa, Day of wine and rose, The Girl From Ipanema… (อีกแล้ว เป่าจน เออ.. เพราะเหมือนกันนี่หว่า)

….พี่โก้เล่นดนตรีกับอาจารย์วุฒิ จนกระทั่งเรียนจบ ปวช. ด้วยเกรดเฉลี่ย ที่เรียกว่า ทิ้งดิ่ง… 3.75 ลงมาจน 2.25 ในเทอมสุดท้าย เกือบเอาตัวไม่รอดครับ…เพราะอะไรหรือครับ.. ตอบได้เลย พี่โก้เจอสิ่งที่ตัวเองรัก และ อยากจะทำ อยากจะเป็นแล้วครับ…..นั่นเป็นสิ่งที่เรียกว่า น่าใจหาย เอ๊ะ นี่เรากำลังจะทิ้งอาชีพเสมียน มือหนึ่ง มาเป็นนักดนตรี (ไส้แห้ง) อย่างที่เขาพูด ๆ กันแล้วเหรอ… แล้วจะไหวไม๊ จะเรียนหนังสือต่อที่ไหน เพราะว่าอยู่ที่เก่า ก็คิดเอาเองครับ ขึ้น ปวส. เกรดต้องร่วงจนถึง 1.0 จนได้…. ตัดสินใจครั้งสำคัญ; ไปเรียนดนตรีดีละกัน… (เรียนที่ไหน ? ??)
———————————————————————————–

เคยได้ข่าวมาว่า ที่จุฬาฯ มีเรียนดนตรี… (ต้องสอบเอนฯ) รู้จักที่เดียวครับ คือ ครุศาสตร์ จุฬาฯ

เปิดสมัครสอบเอนท์ ก็มาเลย และโชคดีมาก ๆ ที่ได้เจอกับพี่ปิติ เกยูรพันธ์ (รุ่นพี่ที่จุฬาฯ) และอาจารย์จ๋า (อาจารย์ที่จุฬาฯ) สองท่านนี้ก็เหมือนอาจารย์อีกแหละครับ… หาโน๊ตที่สำหรับสอบเข้าให้พี่โก้ อาจารย์จ๋าหยิบโน๊ตส่งมาให้ (หลังจากที่พี่ปิติ บอกให้มาพบอาจารย์) แต่ดันส่งโน๊ต Clarinet มา…เอ้า.. เป็นเพลง Classic (Clarinet) เอ้าวะ..เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเล่นนี่แหละ มีโน๊ตอยู่เพลงเดียวด้วย… เพลงเดียวก็เพลงเดียว .. มีเวลาอีก 2 อาทิตย์จะถึงวันสอบ..

ก็ซ้อมสิครับ ซ้อม ซ้อม ซ้อม ซ้อม…..ๆๆๆๆ มาซ้อมให้พี่ปิติฟังที่ C.U. Band (พี่ปิติ ก็หลับไป ฟังไป เพราะกลางคืนพี่แกเล่นดนตรีดึกน่ะครับ) จนถึงวันสอบ วิชาปฏิบัติ (ความถนัดดนตรี) ก็ที่ซ้อม ๆ มา พอเจออาจารย์ในห้องสอบเข้า… ล่มสิครับ… “ขอใหม่นะครับ” อ่านผิดบรรทัดครับ… กรรมการงง “มึงมาได้ไงวะ” เอ้าไล่ Scale ซิ (จำได้แม่นเลย) อาจารย์จ๋า บอก เอ้า.. C melodic minor… เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินแหละครับ C melodic Minor.. เป็นไงหว่า? ดูความโง่ ผมตอบทันที …. “ไม่รู้จักครับ” เออ .. มันคงไม่รู้จักจริง ๆ เอ้า ไปได้แล้ว.. ไปสอบ Ear training อีกห้องนึงไป… (ร่วง แน่ ๆ )

โชคดีครับ.. สอบ Ear traing (กรรมการ จะกด piano และให้เราบอกเสียงครับ ว่าเป็นเสียงอะไร .. โชคดีที่พี่โก้ เล่นดนตรีกลางคืนมาระยะนึงแล้ว และยืนใกล้ มือ ใกล้ เท้า อาจารย์วุฒิโดยตลอด จึงชินกับเสียง Piano และตอบได้ทุกเสียงที่กรรมการเล่นให้ฟังครับ” เอ้าวะ.. มีลุ้น

แล้วก็โชคช่วย (หรืออาจารย์จ๋า เมตตา ก็ว่าได้ครับ) ได้เข้ามาเรียน ครุศาสตร์ จุฬาฯ สมใจ เครื่องมือเอก Saxophone…. 4 ปีที่อยู่จุฬาฯ พี่โก้ โชคดีที่ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ มากมาย มีรุ่นพี่เก่ง ๆ แนะนำ มีอาจารย์จ๋าคอยด่าเป็นระยะ ๆ อาจารย์ที่สอนSax ให้พี่โก้ ตอนนั้นคือ อาจารย์กมล เหล่าคำ (พี่โย) ตอนนี้อาจารย์อยู่ขอนแก่นครับ.. (พี่โย) มีคำแนะนำมากมายในการฝึกซ้อม การอ่านโน๊ตให้เร็วและถูกต้อง การเล่นกับ Big Band ซึ่งอาจารย์โย ตอนนั้นเล่นกับวง The Yamaha Sound (วง Big Band ที่รวมเอาสุดยอดนักดนตรีในยุคนั้นเข้าไว้ด้วยกันครับ), พี่โก้ได้เรียนคอรัส, เรียนเครื่องสาย (Violin), Keyboard, Harmony, Ear Traning, etc.. มากมาย รวมถึงวิชาจิตวิทยาการเป็นครู ก็ล้วนแล้วแต่ได้จากที่นี่แหละครับ…
———————————————————————————–

ช่วงนี้เองที่เราได้รู้จักพี่โก้ เพราะพี่โก้เล่นดนตรีกลางคืนกับพี่อีกคนหนึ่งซึ่งบังเอิญเคยมาเล่นดนตรี ในงานกิจกรรมของบริษัทที่พ่อเราเคยทำงานอยู่ และเพราะเรากำลังหาครูสอนแซ็กเพื่อมาติวเข้าสอบ Ent’ ในคณะที่เปิดสอนดนตรี ทำให้ได้เจอกับพี่โก้ ได้พี่โก้ติวให้จนสอบติดเข้าที่จุฬา ถ้าตอนนั้น Ent’ ไม่ติดชีวิตนักดนตรีของเราคงจบตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

saxophone ตัวที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็คือตัวเดียวกับที่พี่โก้พาไปช่วยเลือกซื้อที่เวิ้งนครเกษม เมื่อสมัยเราอยู่ ม.5
ได้อ่านหนังสือทฤษฏีดนตรีเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะพี่โก้หามาให้ จำได้ว่ามันเป็นหนังสือที่หลุดออกมาจากห้องสมุดโรงเรียนแห่งหนึ่ง (เห็นมีตราห้องสมุดโรงเรียนปั๊มอยู่) ไม่รู้ได้มาได้ไงเหมือนกัน เป็นหนังสือที่พระเจนดุริยางค์เขียนทูลเกล้าถวายในหลวงเมื่อปี 2496 หรือไงเนี่ยล่ะ จะจับทีต้องระวังกลัวหนังสือมันจะแยกร่างเพราะความเก่า อ่านๆไปก็จะเจอใบไม้แห้งที่คนอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนหน้านั้นคั่นทิ้งไว้ (ไอ้เราก็เลยถือโอกาส เจอใบไม้เมื่อไหร่ หยุดพักเมื่อนั้น 5555)

ตอนไปสอบเอ็นท์ ก็เล่นเพลงที่พี่โก้แนะนำและช่วยเลือกให้ พอเข้าไปในห้องสอบ เจออาจารย์นั่งเรียงหน้ากระดานจ้องมาที่เราคนเดียว ก็เกิดอาการตื่นเต้นเล่นผิดๆถูกๆ (ต๊องพอๆกับที่พี่โก้เล่า แต่อาจจะมากกว่า) จำได้ว่าวันที่สอบ พี่โก้ก็มานั่งให้กำลังใจเราอยู่ที่ด้านนอกคณะศิลปกรรมด้วย (ตอนนั้นสอบวิชาความถนัดเครื่องดนตรีที่คณะศิลปกรรมจุฬา) แล้วก็จำได้ว่าพี่โก้บอกกับผู้หญิงที่เราจีบตอนนั้น ซึ่งเราลากมานั่งเฝ้าเราหน้าห้องสอบด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (อันนี้เค้ามาเล่าให้ฟังตอนหลัง) ว่า “แบงค์เนี่ยเสียอย่างเดียวก็ที่ชอบประหม่า” … อืมมม แล้วก็ประหม่าจริงๆ ก็ต้องเรียกว่าอาจารย์จ๋ากรุณาเหมือนกัน ถึงได้มีโอกา่สเข้ามาเรียนที่ครุศาสตร์จุฬา

วง Yamaha Sound ซึ่งตอนหลังกลายเป็นวง เฉลิมราชฏ์ ก็คือวงที่ต่อมาได้ช่วยเล่นเพลง audition ให้เราได้มาสมัครสอบเรียนต่อ
———————————————————————————–

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย พี่โก้ ก็ยังคงเล่นดนตรีกลางคืน เป็นนักดนตรีเต็มตัว ทั้งภาคกลางวัน (นักเรียนดนตรี) และภาคกลางคืน (นักดนตรี) ตระเวนเล่นไปตามที่ต่าง ๆ (สมัยนั้นมี ผับ บาร์ ที่เป็น Live Band เยอะ มาก ๆ ครับ) แต่ไม่ค่อยมีคนเล่น Sax… ที่มีก็เป็นรุ่นใหญ่อย่าง พี่ต๋อง เทวัญ (My Man!) , พี่มณพ , อาจารย์ต้อง (ภาสกร) , พี่ปิติ , พี่วิลเลี่ยม… และอีกสอง สามคนเท่านั้นครับ) อ้อ..และก็มี ไอ้โก้อีกคน เป็นน้องเล็กสุด ใน Genneration นั้นครับ… ระหว่างเรียน พี่โก้ก็ได้ร่วมกับพี่หนึ่งณัฐวุฒิ (Mr.Drumer) และขุนอินทร์ (ในตอนนั้นคือ พี่ปอง ของน้อง ๆ ) ตั้งวงดนตรีร่วมสมัย ชื่อ ” Boy Thai ” ออก Album แรก Simiese Samba… กับ Picess Music (พี่อ๊อด อัมพร จักกะพาก) ตระเวณเล่น Concert ทั่วประเทศ และ หลาย ๆ ประเทศในเอเซีย… และอีกหนึ่งวงที่พี่โก้ได้มีโอกาสเล่น และเป็นเสมือน School Of Jazz ของพี่โก้ คือวง Jazz The Infinity…. (พี่อ๊อด ศรายุทธ-Piano , พี่อ้อม ชุมพล สุปัญโญ-Guitar, พี่ป้อม อภิชัย เย็นพูนสุข-Keyboard , พี่ตั้ง วรฤทธิ์ เล่ห์วิสุทธิ์-Drum) โดยเข้าไปเล่นแทน นักแซกฯชาวอเมริกัน คนนึง (ดัน นึกชื่อพี่เขาไม่ออก) และที่ The Infinity นี่เอง พี่โก้มีโอกาสได้สัมผัส ดนตรี Jazz ในรูปแบบของ Fusion และศึกษาการทำงานใน Studio อย่างจริงจัง ฝึกแต่งเพลง ฝึกอัดเสียง และ เล่น Concert มากมาย…..


พี่โก้ ตระเวณเล่นดนตรีกับหลาย ๆ วง ได้พี่ ๆ ที่เอ่ยชื่อมาแล้ว เป็นเหมือน Tutor คอยให้แนวทาง ตักเตือน และเป็นตัวอย่างที่ดีมาตลอด… จนกระทั่งหลายปีต่อมา พี่โก้มีโอกาสเล่นกับวงที่ชื่อว่า The Average ซึ่งต่อมาเป็นวงชนะเลิศการประกวดดนตรี ถ้วยพระราชทาน สยามกลการ (ปีสุท้าย 1992) และ ได้คัดเลือกเป็น 3 วงในเอเซีย ที่ได้เข้าประกวดดนตรีระดับโลก ที่ญี่ปุ่น… (นับเป็นประสบการณ์ชั้นยอดของพี่โก้)
———————————————————————————-

เหตุการณ์ช่วงนี้ตอนนั้นเราอยู่มหาลัยแล้ว มีโอกาสได้เจอพี่ปิติอยู่เรื่อยๆ เพราะพี่เค้าชอบมาแวะที่ CU Band อยู่บ่อยๆ เราได้มีโอกาสไปหาพี่โก้อยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ไปขอแจมกับพี่เค้า ซึ่งพี่โก้ก็ใจดีให้เล่นด้วยทุกครั้ง แม้ว่าไอ้แบงค์มันจะเล่นมั่วแค่ไหนก็ตาม…
มีแง่งๆกับที่บ้านบ้าง เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบให้ออกไปข้างนอกตอนกลางคืน
ตอนที่พี่โก้ออกเทปกับ Boy Thai จำได้ว่าตอนนั้นชอบมาก หัดเล่นแต่เพลงของพี่เค้านั่นล่ะ (เป็นโซโลที่เราชอบเล่นมากที่สุดตอนนั้น ถึงจะไม่มีปัญญาแกะได้จนจบเพลงก็เหอะ)
———————————————————————————–

หลังจากนั้นพี่โก้ก็ตระเวณเล่นกับอีกหลาย ๆ วง… หนึ่งในนั้นคือ ตำนานวงดนตรีบ้านเรา T-Bone ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากพี่ Goft T-Bone ให้โอกาสเป็นนักแซกฯ คนแรกของวง และให้คำแนะนำในเรื่องของ Jazz improvise มากมาย… หลังจากนั้นพี่โก้ ลาออกมาตั้งวงตัวเอง… ชื่อ The Oasis เล่นเพลงประเภท Fusion Jazz (มีมือ Guitar ชื่อ ไท ธนาวุฒิ) ในสมัยนั้น เป็นวงเด็กที่สุดที่เล่น Fusion… หลังจาก The Oasis พี่โก้ กับพี่หนึ่ง (จักรวาร) มือ Piano คู่ใจก็ได้ Form วงดนตรีวงใหม่ขึ้นใช้ชื่อว่า The Funk Machine โดยมีพี่ Hank โอสถ ประยูรเวช เป็นโค้ช และเป็นนักร้องนำ…

เล่าต่อครับ… ฉบับที่แล้วบอกว่า มันมีอยู่ช่วงนึงในชีวิตการเป็นนักดนตรีของพี่โก้ ที่มีการพลิกผัน มีความไม่แน่ใจ ความผิดหวัง และทำใจยากกับความไม่แน่นอนของการเป็นนักดนตรี… จะเล่าให้ฟังครับ.;
———————————————————————————–

ช่วงนี้ก็เช่นกัน เราก็ยังคงโทรคุยกับพี่โก้เป็นระยะ ตามไปแจมบ้าง ตามไปดูคอนเสิร์ตที่พี่โก้เล่นบ้าง จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่พี่โก้เล่นกับ T-Bone ที่ผับแถวทองหล่อ (เข้าใจว่าตอนนั้นพึ่งเข้าไปเล่นใหม่ๆ) ผับนี้เป็นผับเปิดใหม่ เวทีอยู่สูงโคตร ดูอลังการงานสร้างสุดๆ เห็นแล้วก็บอกกับตัวเองว่า สักวันอยากจะมีโอกาสได้ขึ้นเล่นบนเวทีแบบนี้บ้าง อยากขึ้นเล่นคอนเสิร์ตบนเวทีที่มีบรรยากาศแบบนี้บ้าง

———————————————————————————–

ระหว่างที่เลิกวง The Oasis ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ เรียกว่า Hot! มาก ๆ ในยุคนั้น (ในแวดวงเล่นดนตรี กลางคืนน่ะครับ) แต่แล้วมีอันต้องแยกย้าย ต้องเลิกรากันไปทำให้พี่โก้รู้สึกเสียใจและเสียความตั้งใจหลาย ๆ อย่าง.. ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มั่นใจในความแน่นอนของนักการเป็นนักดนตรี อีกเลย….
———————————————————————————–

ขอคั่นตรงนี้นิดหนึ่ง คืนวันเกิดเหตุที่มือกีต้าร์ออกจากวงแล้วไม่ยอมมาเล่น วันนั้นถ้าจำไม่ผิดเราก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่วันนั้นเราตามไปดูพี่โก้เล่นที่ผับแห่งหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นแถวสุขุมวิท) จำได้ว่าวันนั้นพี่โก้เล่นเสร็จ แล้วออกไปคุยโทรศัพท์ ท่าทางร้อนรนและออกจะหัวเสีย มาเข้้าใจเอาตอนหลัง ว่าสาเหตุที่วงล่มเพราะมือกีต้าร์ (ไท ธนาวุฒิ) ลาออกจากวงเพื่อไปออกเทป ที่ต่อมาดังทั่วเมืองด้วยเพลง “ประเทือง”
แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับพี่โก้ไปพักหนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นในย่อหน้าข้างล่างนี้ เราเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลย จนมาอ่านเจอที่พี่เค้าเขียนเข้านี่ล่ะ
———————————————————————————–

พี่โก้ติดสินใจ ลองเปลี่ยนอาชีพดู เพราะหลังจากเลิกวงก็เป็นช่วงที่ไม่ต่อเนื่อง พอจะมีเวลา… พี่โก้ เริ่มเปลี่ยนอาชีพแรก โดยการเป็นพ่อค้าขายน้ำส้ม… (น้ำส้มสด น้ำมะพร้าว ) พี่โก้เอารถ Nissan Bluebird ไปเปลี่ยนกับเพื่อนเป็น Nissan NV (รถกระบะแรงสุด ๆ ยุดแรก) เพื่อที่จะเอาถังเก็บความเย็นและเอาน้ำส้มแช่ไว้ สำหรับไปส่งลูกค้าได้….. พี่โก้เริ่มส่งน้ำส้มตามโรงพยาบาล สระว่ายน้ำ ร้านค้าปลีก ทั่ว ๆ ไป โดยเป็นระบบฝากขาย ถึงอาทิตย์ทีก็ตามเก็บเงิน เปลี่ยนของ เพิ่มของ และรับคืนของด้วยครับ… (ไม่ต้องถามเลยว่าเหนื่อยมั๊ย?) วันแรก ๆ จะออกอาการไม่ค่อยกล้า ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง ฯลฯ ครับ.. แต่เริ่มดีขึ้น ชินขึ้น มีร้านให้ส่งมากขึ้น และก็เหนื่อยมากขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทน แทบมองไม่เห็น เพราะต้องเสียค่าน้ำมัน ของบางทีขายไม่หมดก็ต้องเปลี่ยน ต้องคืน… (สรุปไม่ขาดทุนแต่ ไม่คุ้มเหนื่อย เฮ้อ

ทำกิจการน้ำส้มได้ไม่นานนัก (เป็นเดือน ๆ เหมือนกันครับ) พี่โก้ปรึกษากับพี่หมู เพื่อนซี้ “เฮ้ย ทำอะไรดีวะ ถึงจะได้เงินเยอะ ๆ เอาให้เยอะกว่าการเป็นนักดนตรี ที่วันนี้ร้านอยากจะจ้างก็จ้าง ถ้าจะลาออกจากร้านต้องบอกล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ แต่ถ้าร้านจะไม่จ้าง บอกวันนี้ พรุ่งนี้มึงไม่ต้องมาเล่นแล้ว ก็เคยเจอมา ทำไงดี ทำอะไรกันดีเพื่อน” พี่หมู พี่โก้ ปรึกษากัน….

“เอ้า เอาอย่างงี้ ขาย Gift Shop (ได้ไอเดียมาจากพี่อ้วน เอเซีย เจ้าของร้าน Root 66 และ ร้านของ Gift shop ชื่อว่า Chocgolatt ที่โด่งดังมากสมัยนั้น) o.k. มติว่า ขาย Gift Shop (ที่คาดผม ตัวหนีบผม โดนั่ทมัดผม หวีสับ หวี แปรง ฯลฯ) เกี่ยวกับผู้หญิงทั้งน้านนน ….

ไป.. ไป สำเพ็งกัน.. (เกิดมาก็เพิ่งเคยไปเนี่ยแหละ) โอ้ โฮ… ใครที่ไม่เคยไปสำเพ็งไม่รู้หรอกครับ ว่ามันอลังการขนาดไหน ขายยกโหลเป็นยังไง? เงินหมุนเวียนมากมายขนาดไหนที่นั่นน่ะครับ… พี่โก้ พี่หมู ไปเดินครั้งแรก…(งง ครับ) เอาอะไรมาขายดีหว่า ร้านโน๊นว่าถูกแล้ว ร้านนี้ถูกกว่าอีก..เอ้าซื้อมั่วก่อนละกัน….(วันแรกลงทุนไป 5000 บาท) จำได้แม่นยำ กลับบ้านด้วยความงง งง งง ว่าจะเริ่มขายที่ไหนดี…

และธุรกิจเจริญรุ่งริ่งขนาดไหน

หลังจากได้ Gift Shop ถุงโต กลับบ้านแล้ว ก็ปรึกษากันครับ ว่า.. เราจะเริ่มจากการขายที่ไหนดี…..?

“เฮ้ย พี่โก้ พี่หมู แถวบ้านผมมีตลาดนัดทุกเช้าวันอาทิตย์” พี่เมย์ (ซึ่งขณะนั้นฟันยังอยู่ครบอยู่) ออกไอเดียน่าดู… o.k. เราจะเริ่มกันที่ตลาดนัดกรมชลประทาน วันอาทิตย์นี้ล่ะ….

…… เช้าวันอาทิตย์มาถึง (เร็วจัง ยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่… เอาวะ ! ทุกคนต้องมีก้าวแรกทั้งนั้น) พี่โก้ พี่หมู และคุณพี่เมย์ เจ้าของไอเดีย บุกไปจับจองที่ขายของ ที่ตลาดกรมชลฯ มาช้าไปหน่อย เลยได้ที่ด้านนอก ๆ …. ตั้งแผง… ยืนเฝ้า(รอเหยื่อ) ตั้งแต่ 8 โมง ยัน 10 โมง ยังไม่มีแววว่าจะขายได้…เอ๊ะ รึว่าเราขายแพงไป.. (หรือยืนรุมกันมากไปหน่อย เฮ้ยกระจาย ๆ ออกไป เดี๋ยวลูกค้าตกใจ) พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ประเดิมสินค้าชิ้นแรกของเรา… จนกระทั่ง…. แดดเริ่มแรงขึ้น (เกือบ 11 โมง แล้ว) …อยากกลับบ้านแล้วล่ะ…. ไม่น่า Work (อย่างพี่อ้วน เอเซีย พูดเลย) เตรียมเก็บของดีกว่าพวกเรา….(ไวเท่าความคิด) สาวน้อยคนหนึ่ง..ยืนจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้ามาหาพวกเรา(น่าจะด้วยความสงสาร)… “ซื้อโดนัท มัดผมอันนี้ค่ะ”…(ขายได้แล้ว) เธอรีบซื้อ และรีบกลับ จนพวกเราขอบคุณเธอแทบไม่ทัน…. (เอาวะ ยังขายได้ชิ้นนึงน่า.. ได้กำไร 15 บาทมั๊งประมาณนั้นแหละครับ) กลับบ้าน แยกย้าย หงอย

กลับมาปรึกษากับพี่หมูครับ… เพราะอะไร? จะทำยังไงต่อกับของที่เหลือ ? ลงทุนเพิ่มมั๊ย? ขายที่ไหนดี? … เราได้ข้อสรุปว่า เราตั้งแผงไม่ถูกที่ ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่เข้ากับของ ๆเรา (คือเลือกมา คิดว่า เดิ้นสุด แล้วล่ะ) ไม่เข้ากับตลาดนัด อย่างสิ้นเชิง….

o.k. เราไปจับกลุ่มนักศึกษาดีกว่า… เอาใกล้บ้านก่อนละกัน (ม.ธุรกิจบัณฑิตย์) ใกล้สุด (ยึดคติ ใกล้ไว้ก่อน เหมือน ร้าน Sax Society แหละครับ) ใกล้พวกเราไว้ก่อน…. เริ่มขายเลย เปิดเทอมพอดี ๆ …. พี่โก้ พี่หมู เริ่มจับจองที่ขายของใต้สะพานลอย หน้า ม.ธุรกิจฯ ตรงข้าม ร้าน 7/11 พอดี ๆ … ตั้งโต๊ะ ตั้งแผง เอาของลง… (ยังไม่ทันลงเรียบร้อย ก็ขายได้แล้วครับ) วันแรก ๆ ขายได้ตังค์เป็นพัน เลย… เฮ้ย work มาก ๆ …. (ตั้งใจมากครับ รวยแน่ ๆ พบทางสว่างแล้วเพื่อน)

แล้วลงของเพิ่ม ( ไปสำเพ็ง…ที่คาดผม หลากหลายแบบ , โดนัท มัดผม, หวีสับ , หวีแปรง, กิ๊ฟ, และ กระเป๋า Badbad maru กำลังฮิตเลย etc.. ) เอาของมาลงเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม ยิ่งเพิ่ม คนยิ่งมุง ยิ่งขายได้เยอะครับ… ทุกเช้า พี่โก้ พี่หมูจะไปสำเพ็ง และรีบกลับมาตั้งแผง ก่อนเที่ยง… ขายยันเย็น(เหนื่อยโคตร แต่ได้ตังค์เยอะครับ… เพิ่งจะรู้ว่าขาย กิ๊ฟ ขายที่คาดผมเนี่ย กำไรกว่าครึ่งครับ). วันละ สองพัน กว่า ๆ สบาย ๆ ทุกวัน กำไรก็ตก พันกว่าบาท… (ดีกว่าเล่น ดนตรีอีกน่ะ)

(คิดไปใหญ่ คิดจะรวยล่ะสิ) … เอ้า ขยายสาขา หน้าม.ธุรกิจฯ อยู่ตัวแล้ว… จ้างคุณเมย์ขายดีกว่าเราไปเปิดตลาดที่อื่นกัน… ทำ Format เดิมครับ…. จ้างเมย์ขายที่หน้าม.ธุรกิจ (ซึ่งอยู่ตัวแล้ว ได้กำไรวันละอย่างต่ำ 1,500) ขนม ๆ พี่หมู ไปขายหน้า St.John ส่วนพี่โก้ไป หน้า BBC (กรุงเทพการบัญชี)…. น้อง ๆ ถ้าไปได้ผ่าน หน้ากรุงเทพการบัญชี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต้องเจอกันแน่ครับ… หน้าเซเว่น ข้าง ๆ เป็นลุงกับป้าขายถั่วทอด (ขายโคตรดี) และ อีกข้างเป็น รถเข็นขายผลไม้(ขายไม่ดีเท่าไหร่ หน้าแห้ง ๆ )… ทุก ๆ ที่ไปได้สวยครับ… 11 โมง พวกเรา 3 สาขา ตั้งแผง… (ส่วนใหญ่ มีน้อง ๆ ที่เห็นใจ มาช่วยตั้งของ เสียบโดนัท เข้ากับแผงเหล็ก จัดที่คาดผมในตระกร้าและวางหวี และ ของกุ๊กกิ๊ก บนแผงครับ ) มีน้อง ๆ มาช่วยทุกวัน… ด้วยความสงสารมั๊ง (“ดูพี่คนขาย น่าจะตกงานมานะเธอ ไปช่วยเขาขายดีกว่า”) เดาเอาน่ะครับ ว่าน้อง ๆ ต้องคิดอย่างนี้แน่เลย… (ก็ดี มีคนช่วย มีเพื่อนคุยครับ) ………… ถ้าน้อง ๆ เข้าไปเรียนกัน พี่โก้ก็นั่งมองรถเมล์ไปเพลิน ๆ ครับ รอรอบบ่ายเลิก ก็ขายกันต่อครับ….

ช่วง ๆ นั้นพี่โก้อายุประมาณ 24 ครับ…. (การเงินสะพัดดีกว่าเล่นดนตรีเป็นไหน ๆ กำไรทุกที่รวมกันก็ได้ซัก เกือบ ๆ ห้าพัน ทุกวันครับ) …. เอาอีกละ ยังไม่พอ… อยากได้มากกว่านี้อีก(งก ไปหน่อย แบบว่าอยากรวยเร็วน่ะครับ) ด้วยความที่ไปสำเพ็ง เรียกว่า วันเว้นวัน เราเห็นช่องทางเอาของมาขายมากมาย… หนึ่งในสินค้าที่น่าจะขายดี ได้กำไรเยอะ นั่นคือ … รองเท้า 199 บาท (รองเท้าผู้หญิง ตอนนั้นฮีตมากๆ) ไงครับ

“เฮ้ย Gift Shop กำไรยังไม่สะใจ ขายรองเท้าดีกว่า” ปรึกษากับพี่หมูเช่นเคย…. เอาวะ ลองดู …. (ช่วงนั้นขาย Gift shop มาสักหลายเดือนแล้วล่ะ เริ่ม Slow บ้าง กำไรไม่มากมายเหมือนตอนแรก ๆ ก็เลยน่าจะลองเปลี่ยนของขายดู ….

เอาเงินกำไรจาก Gift shop ไปลองซื้อรองเท้า 199 ที่ขายกันเกลื่อนกลาด ณ ขณะนั้น… มาเริ่มประเดิมการขายที่ ตลาดหลังการบินไทย…

ไปวันแรก ก็พอขายได้ครับ…. แต่ไม่ดีเท่าร้านข้าง ๆ ซึ่งขายรองเท้าเหมือน ๆ กัน… (ของเค้าเยอะมากครับ) (การขายรองเท้ายากกว่า Gift Shop มาก และลงทุนเยอะมากครับ… แต่ละแบบ ต้องมีทุก ๆ เบอร์ ต้องมีให้ลอง และกินเนื้อที่รถเรามาก ๆ กล่องก็ชำรุดง่าย เพราะเป็นกล่องกระดาษ… สารพัดปัญหา… ขายไปซัก สองเดือน… ก็ เริ่มท้อครับ… เหนื่อย เหนื่อย ท้อ ท้อ … (คิดถึง Sax คิดถึงดนตรีที่เคยเล่น) จริง ๆ ช่วง ๆ นั้นพี่โก้เองก็ไม่ถึงกับทิ้งดนตรีไปซะทีเดียวนะครับ … ยังคงเล่นอยู่แต่น้อยมาก คือ จากทุกวัน เหลือสัปดาห์ละ 2 วัน (ประมาณนี้ครับ) แต่มันคิดถึงมาก ๆ …(ระหว่างตั้งแผง ตอนไม่มีลูกค้า ตอนร้านข้าง ๆ ขายดิบ ขายดี , ตอนเก็บของ ซึ่งกล่องก็ชำรุด เปื่อย ขาด….ตอนยกของหนัก ๆ และ อากาศในตลาดนัดก็ร้อนมาก) ยิ่งทำ ยิ่งคิดถึง……

บ่อยครั้งระหว่างนั่งรอลูกค้ามาซื้อของ เหม่อลอย และเริ่มฮัมเพลง Jazz ที่เคยเล่น จนหลาย ๆ ครั้ง ต้องหยิบแซกฯ คู่ใจมาไล่ Scale (ไม่ค่อยกล้าเป่าเป็นเพลงน่ะ)……? (คงนึกว่าเป็นนักดนตรีตกงานแน่ๆ )

ในระหว่างนั้น พี่โก้เองอย่างที่บอกครับ ไม่ได้ถึงกับขนาดทิ้งดนตรีไปเลย แต่จากเคยเล่นดนตรี ทุกวัน (7 วัน)/ สัปดาห์ เหลือเพียง วัน ถึง สองวันเท่านั้น.. มีงานอัดเสียงบ้างเล็กน้อย…งานนอกแทบไม่มีเลย…. จึงเหมือนกับว่า ทิ้งดนตรีมาหาสิ่งใหม่ที่คิดว่าจะพาไปสู่ความมั่นคง ร่ำรวย ในอนาคตได้…

ความฝันที่จะมีความเป็นอยู่ดีกว่าที่เป็น ความฝันที่จะมีเงินเยอะ ๆ เพื่อซื้อ ทุกอย่างที่อยากได้ รถยนต์แพง ๆ เสื้อผ้า และ Sax ตัวใหม่ ๆ ….. “ไม่ผิดหรอก ที่คิดอย่างนั้นครับ ย้อนกลับไป ช่วง ๆ นั้น ซึ่งกินเวลาประมาณ ปีกว่า ๆ” นานนนนนน มาก ๆ ความจำเจ ที่ต้องตั้งแผง ไปสำเพ็ง หิ้วของ หาของใหม่ ๆ มาขาย จอดรถก็ยากมาก รถติด ร้อน ฝนตก อาย เก็บของ ของชำรุดบ้าง หายบ้าง เหนื่อย ๆ ๆ ๆ…. หันซ้าย หันขวา ก็เจอแต่คนที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักเขา และเขาก็ไม่รู้จักเรา…

วันนึง หลังจากเกิดความเบื่อหน่าย (อย่างรุนแรง) กลับมานั่งคิด ทบทวน อย่างละเอียด จึงพบว่า…. เรากำลังเริ่มจาก ศูนย์ … นับ หนึ่ง สอง อย่างเชื่องช้า เตอะแตะ ๆ o.k. ครับ มันได้เงิน ทันใจ มีความในกระเป๋า หลาย ๆ พัน ทุกวันที่ออกไปขายของ แต่เรากำลังจะทอดทิ้ง บางสิ่งบางอย่างที่เราผูกพันมาทั้งชีวิต ไปเลยหรือ? (พี่โก้เริ่มเล่นดนตรีชิ้นแรก คือ กลองทอม (Conga) ตั้งแต่ ป.1 ที่ ร.ร.สัตหีบ) เรานับมาไกลพอสมควร มีเพื่อน มีพี่ ๆ ในวงการ ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ … เหมือนการขายของ(ที่น่าเบื่อหน่าย) พี่โก้ มีผลงานบันทึกเสียงให้กับหลาย ๆ ศิลปิน, ตั้งวงดนตรี Boy Thai , เล่นกับวง The Infinity, T-Bone , Solo Sax ใน Concert ใหญ่ ครั้งแรกของ พี่ Boyd โกศิยพงษ์…. etc.. แต่กลับจะอยากมีเงินโดยการขายของที่คาดผมกำมะหยี่(อันละ 19 บาท ได้กำไร 10 บาท) แค่นั้นหรือ….. มันเหมาะสมแล้วหรือ?

จากการทบทวน จากการพูดคุยกับเพื่อน ๆ โดยเฉพาะพี่หมู….ซึ่งเราต่างก็เป็นนักดนตรีเหมือนกัน “เบื่อมั๊ยวะ เหนื่อยมั๊ย ท้อมั๊ย” แน่ ๆ พวกเราไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยกลัวความเหนื่อย ไม่ท้อถอย แต่ใจมันเรียกร้องหาในอีกสิ่งหนึ่งมากกว่านั่นคือ…. ได้ข้อสรุป ว่า… เลิก เลิก เหอะ เพื่อน !!!!!! กลับไปเล่นดนตรี ไปตั้งวงใหม่ ไปเจอเพื่อนเก่า ๆ พี่ ๆ ที่รู้จัก กลับไปเป่าเพลง Jazz ที่เรารักดีกว่า… จะมีกินบ้าง ตกงานบ้าง ก็น่าจะมีความสุขกว่าที่เป็นแน่ ๆ

Gift Shop และรองเท้า ยังเหลือเพียบ…. พวกเราเอาไป เลฯ ขายที่ต่าง ๆ หลายครั้ง แต่ก็ยังเหลือถุงเบ้อเริ่ม อยู่ที่บ้านพี่โก้…. ใครมาก็แจก ๆ ๆ ไป จะได้พ้น ๆ ตา เกะกะ….. ไม่มีเวลาดูแลแล้ว จะซ้อมดนตรี แล้วล่ะ……………… Yes ! I’m back on Stage..
———————————————————————————–

จำได้ว่าหลังจากที่เราเว้นช่วงติดต่อพี่โก้ไปพักหนึ่ง ก็โทรไปคุยกับพี่เค้าแต่ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเลย พี่โก้ไม่บ่น ไม่แสดงท่าทีอะไรให้รู้ว่ากำลังมีปัญหา (มารู้ก็ตอนที่อ่านเจอตอนนี้ล่ะ) เคยนัดเจอกันออกไปหาพี่เค้าบางครั้ง รถ Nissan Bluebird สีน้ำเงินคันนั้นก็จำได้ รู้แต่ว่าพี่โก้เปลี่ยนรถ แต่ไม่รู้รายละเอียดอย่างอื่นเลย ช่วงนั้นเราเริ่มยุ่งกับเรื่องในมหาลัย อยู่ปี3 ทำชมรมดนตรี เลิกกับแฟนคนแรก พึ่งผ่านพ้นปัญหาชีวิตครั้งใหญ่ (ที่ตัวเองก่อขึ้นเอง) จนเป็นผลทำใ้ห้เทอมก่อนหน้านั้น แทบจะเรียนไม่รอด เลยทำให้ขาดการติดต่อกับพี่โก้ไปบ้าง แต่ยังคงตามไปดูพี่เค้าเล่นดนตรีบ้าง นานๆครั้ง
———————————————————————————–

พี่โก้ กับพี่หนึ่ง จักรวาร (ยอดมือเปียโน) , พี่ Hank โอสถ ประยูรเวช, จับมือกันตั้งวงดนตรีวงหนึ่งเล่นเพลงในแนว Fusion, Funky , R&B, Pop – Jazz … ใช้ชื่อวงว่า “The Funk Machine” …. โดยได้มือกลอง (พี่ Duck “” คนนี้มือกลองทั่วเมืองไทยรู้จักดีแน่ ๆ ) มาเล่นกลอง และ Mos กับ พี่เต่า เล่น Guitar , Bass…. We Make YOu Hot , We make you MOve, This is The Funk Machine…

ดูจากเครดิตของนักดนตรีที่เล่นแล้ว น่าจะไปได้สวย…..

แต่เชื่อมั๊ยครับ กับการที่อยากจะตั้งวง ฟอร์มวง ฝึกซ้อม และก้าวไปยืนอยู่บนเวทีระดับ Show Band… พวกเราเลือกที่จะเริ่มงานแรกที่ Cocktail Louge เล็ก ๆ แถวรัชดา … (ร้านเล็กมาก ๆ แต่เจ้าของร้านใจดี และน่ารักมาก) …พวกเรามีที่ ฝึกซ้อม เก็บตัว เก็บเพลง จนเริ่มพอที่จะเล่น Show ได้… จึงได้รับการติดต่อจาก Saxophone Pub (ร้านที่นักดนตรีทุกคนใฝ่ฝัน ที่จะได้เล่น) …. และที่นี่เอง เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็น Mr.Saxman””””””” มีที่มา มีเหตุผล มีความฝัน มีความจริง… ก็ที่นี่แหละครับ…

ช่วงเวลาที่เริ่มตั้งวง The Funk Machine; ตอนนั้นพี่โก้อายุซัก 26 เห็นจะได้ครับ.. (ความจำ )…

The Funk Machine; เล่นเพลงประเภท Funky (Earth winds, Commandore, James Brown) Fusion (Spyro Gyra, David Sanborn, Eric Mariental, Dave Koz , Kenny G , Jeff Lobber, etc…) Jazz and Pop>>>

The Funk Machine เริ่มรวมวงเล่นที่ Cocktail Louge เล็ก ๆ ชื่อ The Club (แถว ๆ รัชดาฯ) เริ่มเล่น สุ้มซ้อม อย่างหนัก ต่อเพลง……จนมีเพลงเยอะมากพอที่จะเป็นวงดนตรีสำหรับ Show ได้… ระหว่างนั้นได้รับการติดต่อจาก ร้าน Saxophone Pub (อนุสาวรีย์)…(ที่ ๆ นักดนตรีอย่างพี่โก้ใฝ่ฝันจะได้เล่นมานานแล้ว)… ให้มาเล่น Show สัปดาห์ละ 2 วัน..

วันที่เหลือล่ะครับ… ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผับเปิดใหม่ล่าสุด ย่านเกษตร – นวมินทร์ ชื่อร้าน YES INDEED เพิ่งจะเริ่มก่อสร้างร้าน ในขณะที่บริเวณนั้นไม่มีผับกลาดเกลื่อนอย่างทุกวันนี้ครับ… The FUnk Machine เป็นวงดนตรี วงแรกที่เล่นและเป็นที่ ๆ เราได้พบกับประสบการณ์ พบเจอคนจำนวนมากขึ้น มากขึ้น ในแต่ละวัน…. นับตั้งแต่วันแรก เล่นให้เก้าอี้ และเด็กเสริฟ ฟัง จนคนแน่นร้าน ต้องจองโต๊ะครับ… (พวกเราเล่นอยู่ได้ซัก 2 ปีกว่า ๆ)

o.k. The Funk Machine ! Show Time; พี่โก้กำลังจะพูดถึง Saxophone Pub ที่ ๆ ทำให้พี่โก้ มีฝัน มีกำลังใจ มีเพื่อน พี่ น้อง นักดนตรีมากมายมาพบปะเจอกัน และเป็นจุดเริ่มของ Sax Society ด้วย….

… วันแรกที่เล่นที่ Saxophone Pub… ใครเคยได้ไปสัมผัส จะพบกับบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ทุก ๆ คนมาตั้งอก ตั้งใจฟังเพลง มาเจอเพื่อน มาเมา.. และมาจับผิดนักดนตรี( จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ เราคิดกันไปเอง… ) ก็เพราะว่า เวทีอยู่ติดกับคนดูซะขนาดนั้น ไม่มี Stage มีแค่คอกที่เป็นโต๊ะนั่งในตัว ล้อมรอบกรอบเวทีอยู่แค่นั้น ก็เลยเหมือนกับว่า ทุก ๆ คนที่นั่งอยู่รอบ ๆ เวที จ้องมองมาที่มือเรา เวลาเป่า เวลาดีด เวลา Solo””””…..!

บรรยากาศวันแรก… (ขนหัวลุกครับ) กลัวไปหมด (ไม่ใช่เฉพาะพี่โก้หรอกครับ ทั้งวงแหละ) กลัวไม่ดี กลัวคนดูไม่ต้อนรับ กลัวเล่นแล้วแป้ก กลัว กลัว อยู่นั่นแหละ…

แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ดี (พอสมควรครับ) ให้เกรด B ละกัน… กูารเป็นวง Show… ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ครับ… Scrip ต้องแม่น จบเพลงนั้นต่อเพลงนี้ เฮ้ยเพลงนี้ไม่ Work เว้ย รีบ ๆ จบเหอะ … เฮ้ย Solo สุดใจเลยคนกำลังดู… (ระหว่างเล่นไป ก็ต้องคิดไปด้วยครับ ว่า แต่ละสถานการณ์ แขกที่เข้ามา ใบขอเพลง อากัปกิริยาของนักฟัง) ต้องคอยสังเกตุครับ… พวกเราเล่นกันจนเรียกว่า เห็นหน้า ไอ้นี่เดินเข้ามา … ต้องเจอเพลงนี้โว้ย ถึงจะเรียกว่า ประทับใจแต่แรกเห็นพวกเรา… อะไรเงี้ยครับ..

แขกที่ร้าน SAxophone มีที่ไม่ใช่คนไทยอยู่เกือบครึ่ง ในแต่ละคืน ๆ เพราะฉนั้น พี่โก้ได้เจอประสบกาณ์ แปลก ๆ เยอะครับที่นี่เนี่ย… อย่างที่บอกว่ามันเป็นเหมือน สถานที่ของนักดนตรี นักฟังดนตรี ตัวจริง (เท่านั้น) .. พี่โก้เลยมีโอกาสพบเจอนักดนตรีต่างชาติ (คงไม่รู้จะเที่ยวไหนน่ะ มา Saxophone Pub ดีกว่า) เก่ง ๆ ระดับโลกก็หลาย ๆ คน แม้กระทั่งคุณ Randy Cannon (ผู้ที่แต่งทำนองและเล่น Piano เพลง คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว) ก็ตาม ก็ได้พบกันที่นี่ครับ…

นักแซกฯ หลาย ๆ คนที่มาเล่น Concert ที่เมืองไทย … มาเที่ยวบ้าง … ต่างก็แวะมา Jam มาพูดคุย แม้กระทั่งคุณ Tom Scott , หรือ มือ Lead Alto ของวง Jimmy Dorsey Big Band, มือกลองของ Ray Chayrd, มือกลองของ Eric Marienatal, etc. ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้พี่โก้ได้ประมือบ่อย ๆ (เรียกว่าทุกอาทิตย์แหละครับ ต้องเจออะไรซักอย่างน่า)……

อย่างที่บอกว่า ที่แห่งนี้ ( Saxophone Pub ) เป็นที่ ๆ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นที่ ๆ ให้โอกาส ให้เราได้เจอกับแฟนเพลงเรา (ตั้งแต่ยังไม่ออก อัลบั้ม) … ไม่ว่าจะเป็นวง T-Bone , ชัย Blue, พี่นก (ชีพชนก ศรียามาตร์), ก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เก่า Saxophone Pub ทั้งนั้นครับ…
ใช่แล้วครับ.. พี่โก้กำลังจะพูดถึง How to be Koh Mr.Saxman…?
———————————————————————————–
ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราอยู่ปีสี่ถึงช่วงเรียนจบใหม่ๆ ถึงตอนนี้การแจมกับ Funk Machine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว พี่โก้เคยให้ขึ้นไปยืนแจมด้วยบนเวทีแ่ต่เราก็ไม่รู้จะเล่นอะไรได้ เกินความสามารถว่างั้นเหอะ และมันก็ซีเรียสเกินกว่าที่เราจะขึ้นไปแจม ก็เลยได้แต่เป็นผู้ชม ซึ่งก็ชอบการเล่นของวง Funk Machine มากอยู่ ช่วงนี้คุณพ่อเริ่มสนใจออกไปดูวงของพี่โก้เล่นบ้างแล้ว ทำให้เราออกไปตามดูพี่โก้เล่นด้วยกันบ้างเป็นบางครั้ง
———————————————————————————–

ครับ.. ทุก ๆ คืนที่เรามาเล่นที่นี่ เราได้พบกับแฟนเพลง อย่างที่บอกครับ.. เขาไม่รู้จักเราหรอก แต่เขาชอบเราเล่น เขาประทับใจ เขารู้สึกเป็นมิตร หลาย ๆ คนเป็นฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่ง Mr.Alex (เจ้าของ บ.ผลิตแซกฯ P Mauriat) เองก็เถอะ.. ก็ได้รู้จักกันที่นี่ , คนไทยหลาย ๆ คนที่มาจากต่างจังหวัด หรือกลับจากต่างประเทศ.. ก็แวะมาร้าน Saxophone มาเจอพวกเรา… ความรู้สึกที่เรียกว่าผูกพัน ก็เกิดขึ้นครับ…

พอร้านเลิก ดนตรีจบ.. ตีสอง เข้าไปละ… ก็จะมีแต่คนมาถามว่า You มี Cd มั๊ย I จะกลับประเทศ พรุ่งนี้แล้ว…? “โก้ มึงทำไมไม่ทำ Album Solo Sax วะ” พี่ ๆ หลายคนถาม… พี่โก้ตอบ “คิดอยู่เหมือนกันแหละครับ” เอาไว้คราวหน้ามา อาจจะอัดที่เล่นสดไว้ให้ฟังก่อนแล้วกันนะ (ตอบ ๆ ไปก่อน)….. แต่ความรู้สึกจริงๆ ตอนนั้น คือ ____ อยากให้ทุก ๆ คนที่มาถาม ได้มี CD ของเรา อย่างน้อยก็แผ่นแสดงสด ที่ตั้ง MD แล้วอัดกันตรงนั้น แล้วไป Right ลงแผ่น CD แล้วแจกให้กับทุกคนที่มาถามหา (คิดแค่นั้นครับ)…

พอบ่อยครั้งเข้า ๆ ประกอบกับช่วงนั้นพี่โก้ก็ฟังเพลงค่อนข้างเยอะ ฟังไป อ่านประวัติศิลปินจากปก CD บ้าง ฟังเขาเล่ามาบ้าง (ไอ้ที่อ่านก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้างแหละครับ เดา ๆ เอาน่ะ เพราะภาษาอังกฤษ ได้เกรด D Dog มาตลอด) แต่ก็พยายามทนอ่าน พยายามแปลและพบว่า ชีวิตของ ศิลปิน ระดับโลกแทบทั้งนั้นที่ต้องผ่านเรื่องราวที่ต้องต่อสู้มากมาย การไต่เต้ามาเป็น Recording Artist (ศิลปิน) จากนักดนตรี Back Up ธรรมดา… ไม่ว่าจะเป็น Kirk Whalum, Kenny Garrete , Michieal Paolo, Ernie Watt, etc. ล้วนแล้วแต่ประวัติโชกโชนทั้งนั้นครับ…

พี่โก้กำลังจะเล่าว่า … ด้วยแรงจูงใจเหล่านี้.. ปก CD, แขกขาจร และขาประจำที่ Saxophone , “Hey You can I buy you CD?” และอีกสิ่งที่สำคัญ ลืมเล่าให้ฟังไปครับ.. ศิลปินไทยที่เป็นแรงบันดาลใจของพี่โก้ ที่ทำให้พี่โก้คิดว่า วันนึง เราคงจะทำได้อย่างพี่เขา นั่นคือ พี่แต๋ง (ภูษิต ไล้ทอง) , พี่ต๋อง เทวัญ(The Infinity) , อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี( คาราบาว ), พี่หยอย ยงยุทธ (นิธิทัศน์ และ Autobahn) … ศิลปินเหล่านี้ พี่โก้ติดตามผลงานของพี่ ๆ เขามาตลอดครับ พยายามแกะเพลง พยายามเลียนแบบ จดจำวิธีการเป่า มาตลอดครับ…

ด้วยแรงจูงใจ ด้วยเหตุผล ด้วยความฝัน ด้วยความหวัง แค่เพียงอยากจะมี เพลงที่เป็นของตัวเอง… มี Album ที่มีรูปเราอยู่ที่หน้าปก, มีเรื่องราวอยู่ในปกด้านใน, Hey You! Can I buy you CD…. Yes , of cause… This is my First Album”..Hope you like it!.. , อยากมีไว้ให้พี่ ๆน้อง ๆ ที่เป่า Sax ได้ฟัง..(หลาย ๆ ครั้งที่เจอน้อง ๆ พี่ ๆ จากต่างจังหวัด เดินทางมาดูพี่โก้เล่น ที่ ร้าน Saxophone ) ก็อยากให้เป็นที่ระลึก ให้เขาได้ฟัง เวลานึกถึงกัน……….. แค่นั้นครับ (แค่นั้นจริงๆ)
———————————————————————————–

ระหว่างที่พี่โก้ เล่นกับวง The Funk Machine พี่โก้เริ่มที่จะมีงานเข้ามาเยอะครับ ทั้งงานประจำ งานนอก งานอัดเสียง งาน Show และงานสารพัดที่ทำได้… ทำให้พี่โก้พอที่จะมีเงินเก็บจำนวนนึง..

2 สิ่งที่คิดอยู่ ณ เวลานั้น คือ.. 1.) เรียนดนตรีต่อ ที่เมืองนอก 2.) ทำ Album

สำหรับเรื่องการเรียนต่อ… พี่โก้เองหลังจากจบปริญญาตรี แล้ว งานอีกอย่างที่ทำนั่นคือ สอนดนตรีวิชารวมวง Jazz ที่ม.มหิลดล ในขณะนั้น ยังใช้ตึกร่วมกับ นักศึกษา Inter อยู่ครับ… และ ทาง ม.มหิดล ก็ให้ทุนพี่โก้ สำหรับเรียนต่อปริญญาโท (โดยอาจารย์สุกรี เจริญสุข) .. ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ …

พี่โก้เลือกที่จะเรียนวิชาเอก Performance ซึ่ง มหิดล เปิดเป็นปีแรก… ได้เรียนวิชา Saxophone กับอาจารย์สุกรี และ เรียน Jazz กับอาจารย์เด่น … โชคดีมากครับ…. แต่ด้วยความที่ขณะนั้น The Funk Machine งานเยอะมาก ทำให้ไปเรียนไม่ค่อยทัน และวิชาในปีแรกของปริญญาโท ยากมากครับ.. เป็นวิชาวิจัย วิชาที่ต้องใช้การขีด เขียน การรวมกลุ่ม ทำกิจกรรม มากครับ… ทำให้พี่โก้เอง เหนื่อยมาก และทำได้ไม่ดีพอ..ท้ายสุดเลยเลิกเรียนตอนจบปี 1 เท่านั้น (ยังเสียใจอยู่เลยครับ)…

ต่อ… หลังจากนั้น ยังคงพยายามต่อที่จะเรียนดนตรี… โดยเลือกที่จะเรียนที่ Berklee College Of Music. (Boston).

พี่โก้ทราบมาว่า ที่ Berklee นี้ มีการให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถถึงเกณฑ์ โดยต้อง ทดสอบ (Ordition) ซึ่งทาง Berklee จะมีการ Tour Ordition ในหลาย ๆ ประเทศ ใกล้สุดก็คือ ที่ Malaysia .. พี่โก้ตัดสินใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตลองดูวะ .. บินไป Ordition โดยเตรียม Backing Track เพลง Jazz ที่ถนัดไปด้วย… บินเดี่ยวไปเลย……เกิดมาก็เพิ่งจะเคยไปเนี่ยแหละ Malaysia… (กำที่อยู่ที่จะไปสอบแน่นเลย) ไปถึงสนามบิน… ต้องนั่ง Taxi ไปเข้าตัวเมืองอีก เกือบชั่วโมง… (จะหลงมั๊ยเนี่ย แขกจะหลอกแ_ก หรือเปล่า? จะไปทันมั๊ย? ไปถึงจะเจออะไรบ้าง?) สารพัดปัญหา คำถาม ในหัวครับ…

Ohh มาถึงซะที ก่อนเวลาสอบสักชั่วโมงเห็นจะได้… ผู้ที่มาสอบ มาจากชาติต่าง ๆ และก็ยังอุตส่าห์มีคนไทยหลายคนน่ะครับ.. หนึ่งในนั้นคือ น้องช้างต้น (ปัจจุบันสอนอยู่ที่ ม.รังสิต) …. ในตอนท้าย น้องช้างต้น ได้ไปศึกษาต่อ และเรียนจนจบกลับมาสอนเป็น อาจารย์ไปเรียบร้อย(ขอชมเชยในความตั้งใจ และความสามารถจริง ๆ ครับ)…..

พี่โก้ เป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปสอบ…. (สนุกครับ ตื่นเต้นดีด้วย ) มีการสอบเป่าเพลงที่เตรียมมา และ Eartraining และตอนหลังก็แจมกับอาจารย์ที่มาสอบครับ… อาจารย์ที่คุมสอบมีอยู่ 2 ท่าน (อ.จาก Berklee) คนนึงมาแจม คนนึงก็ให้คะแนน บันทึกลง Computer จากนั้นเป็นเดือน ๆ (รอคอยอย่างไหวหวั่น)…

….. วันนึงได้รับจดหมายจาก Berklee ว่าผลการสอบ ออกมาว่า พี่โก้ ได้ทุนจำนวนปีละ 8,000 us$ (แต่ละคนจะได้ไม่เท่ากันน่ะครับ) ที่เหลือต้องจ่ายเอง…

คิดหนักเลย…. ……………. เงินเก็บมีอยู่จำนวนนึง จะไปเรียน หรือ จะทำ Album…….? จะไปเรียน อย่างที่อยากเรียน หรือจำทำ Album อย่างที่ใฝ่ฝัน ? ? ? ?

จะไปเรียน หรือ ทำ Album ก็ต้องใช้เงินจนหมด ทั้ง 2 อย่างแหละครับ….
———————————————————————————–
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราเรียนจบมาได้สักพักแล้ว และกำลังมองหาที่เรียนต่อต่างประเทศเหมือนกัน จำได้ว่าพี่โก้เล่าให้ฟังถึงที่ไปสอบทุนกับ Berklee แล้วได้ทุนแบบ half จึงตัดสินใจไม่ไป อาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ ที่พี่โก้พูดถึง ก็คึืออาจารย์คนเดียวกับที่แนะนำชื่อมหาลัยให้เราสมัครเรียนต่อ และสุดท้ายถึงได้มาเรียนต่ออยู่ที่นี่ ก่อนที่จะมาเรียนต่อ ก็ได้ไปพบอาจารย์สุกรีย์ ขอไป sit in วิชาทฤษฏีดนตรี jazz กับนักเรียนของมหิดล ได้เรียนกับพี่วิลเลี่ยม และนำวิชาีที่ได้จากตอนนั้นมาเขียนเพลงเพื่อสมัคร audition ช่วงเดียวกันนี้เอง คุณแม่ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล เราต้องเฝ้าแม่ และขับรถไปเรียนที่ศาลาญา ไปกลับร่วมร้อยกว่ากิโลเมตรทุกวัน
———————————————————————————–

เอาล่ะ..เป็นไง เป็นกัน… นักดนตรีธรรมดาคนนึง ทำงานเยอะมาก เก็บเงินได้จำนวนนึง พอที่จะไปเรียน ได้ซัก ปี นึง หรือ ทำ Album ได้ซํกชุดนึง….


สรุปว่า พี่โก้ เลือก ที่จะทำ Album ทำผลงานของตัวเอง เป็นอันดับแรก….. หลังจากตัดสินใจได้ว่าจะทำ Album … พี่โก้ นัดไปหา พี่หนึ่ง (ณัฐวุฒิ พันธ์สายเชื้อ) Mr.Drumer.. Producer ของพี่โก้ตั้งแต่ ชุดแรก… “พี่หนึ่งครับ ผมมีเงินอยู่ เท่าเนี้ยครับ ทำ Album ได้มั๊ย” พี่หนึ่งช่วยเหลือมาก ๆ “ได้สิ มาคุยกัน”…

พี่โก้ กับ พี่หนึ่ง ได้นั่งคุย นั่งปรึกษากันว่า o.k. เราจะทำ Album Solo Sax กัน .. ขณะนั้นยังไม่มี Koh Mr.SAxman แต่อย่างใด… เราเริ่มลงมือวางแผนงาน… ในอัลบั้มต้องมีเพลงแบบไหนบ้าง? มีเพลงบรรเลงเร็วกี่เพลง? ช้ากี่เพลง? มีเพลงร้องมั๊ย? ใครจะมาร้อง? มีใครจะมาช่วยแต่งเพลงอีก? (ดูปัญหาเยอะครับ ) แต่ค่อย ๆ Clear ไปทีละประเด็น จนเกือบสมบูรณ์แบบ ตาม Format ที่ วางเอาไว้….

เพลงบรรเลงมี พี่อ๊อด ศรายุทธ สุปัญโญ , พี่อ้อม ชุมพล สุปัญโญ , พี่แน่น (รุ่นพี่ที่ จุฬาฯ และเป็นนักแต่งเพลงมือเยี่ยมของ Grammy ขณะนั้น) พี่โก้แต่งเองบ้าง.. เพลงร้อง มีซัก 3 เพลงละกัน… เพลงเก่าที่พี่โก้เคยแต่งไว้หลายปีก่อน นั่นคือเพลง”ภาวนา” ก็ถูกหยิบยกมาเป็นหนึงในจำนวนเพลงร้อง… ซึ่งในขณะที่แต่งเพลงนี้นั้น พี่โก้ไม่ได้อยากจะทำอัลบั้มแต่อย่างใด… พี่โก้แต่งทำนอง และให้พี่หมี ซึ่งเป็นมือใหม่หัดเขียน ได้เอาไปหัดเขียนเนื้อเล่น ๆ .. พอพี่หมีเขียนเสร็จก็เอามาให้ดู จนพี่โก้ชอบมาก และซื้อเนื้อเพลงนี้ไว้กับตัวเองเลย… (นานก่อนที่จะออก Album หลายปีครับ)

ใครจะร้องล่ะ?… เป็นปัญหาอีก…. “พี่หนึ่ง ผมมีเพื่อนคนนึง ชื่อ บี (ตอนนี้เป็น บี Cressendo ไปแล้ว) บีร้องเพลงเก่งพี่หนึ่ง เอามาร้องเลย….. พี่โก้ติดต่อพี่บี มาเป็นนักร้องรับเชิญ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยร้องเพลงแบบเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาซักที….

ช่วงนั้นพี่บี ไม่สบายบ่อยครับ… พี่หนึ่งเลยบอก “ลองเข้า ไปร้องเองดูซิ”…… เอ้า… ลองดู ” เฮ้ย ใช้ได้” ร้องแ_งเองเลยดีกว่า…. เลยกลายมาเป็นเพลงภาวนา เพลงล้านใจ พร้อม และ Lady in the rain ที่เป็นเสียงของนักร้องจำเป็น (พี่โก้เองครับ)

Album นี้ใช้เวลาการผลิตนานเกือบ ๆ สองปี…เพราะพี่โก้ใช้เวลาหลังเลิกงาน ไปห้องอัด … อัดยันเช้า แทบทุกวัน… บางวันไปก็เหนื่อยทำอะไรไม่ได้งานครับ… ก็ต้องเลื่อน … ไม่มี Dead line, ไม่มีเป้าหมาย , ไม่มีใครมากำหนดกฏเกณฑ์ .. เลยไปแบบเรื่อย ๆ ตามไปฉัน..

จนในขณะนั้น พี่โก้มีโอกาสไปสอน Saxophone ให้กับ พี่นิ่ม สีฟ้า (ที่บังเอิญ ใจรัก อยากเป่า SAX ครับ) ได้เจอพี่นิ่ม ซึ่งเป็นผู้บริหารคนนึงของ Grammy “โก้ ได้ข่าวว่าซุ่มทำ Album อยู่เหรอ เอามาให้พี่ กับ พี่ฉ่าย(สมชัย ขำเลิศกุล) ฟังบ้างสิ…” พี่โก้ตอบทันใด “มันไม่น่าจะ Work ครับพี่ เพราะมันเป็นเพลงบรรเลง… ตามใจผมน่ะครับ.. ไม่น่าขายได้น่า บริษัทอย่าง Grammy ไม่น่าเอาน่า…” ใจคิดอย่างนั้นครับ….

พี่โก้ใช้เงินเก็บที่เก็บไว้จนใกล้หมด (ค่านักดนตรี ค่าเรียบเรียง ค่าเนื้อเพลง จิกาถะ) จนเหลือเงินอีกก้อนนึง ประมาณ 50,000 กะจะเก็บไว้ ไปปั๊ม CD ทำปกเทป CD ไงครับ…แล้วก็หลังจากนั้นก็ฝากขาย ร้าน “น้องท่าพระจันทร์” ซะ เป็นอันจบ และก็เล่นไปขายไป ก็อีกส่วนนึงครับ (ดูความคิดครับ ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยน่ะ)

พี่นิ่มเริ่มเร่งเร้าให้เอาไปให้ฟังซะที.. จนเข้าไปในบริษัท ยีราฟ เร็คคอร์ด คุยกับพี่ฉ่าย ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา…. สรุปว่าพี่เขาสนใจ และอยากทำให้….พี่โก้มาคิดดูว่า อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะดีกว่า เอาไปปั๊มขายที่ ร้านน้องฯ แหละน่ะ… ก็เลย Sigh Contact กับ Grammy จนเกิดออกมาเป็น Album แรก Koh Mr.SAxman (อย่างที่เห็นครับ)……..
———————————————————————————–

ช่วงเวลาที่พี่โก้เริ่มทำอัลบัม คงเป็นช่วงเดียวกับที่เราเดินทางมาเรียนต่อพอดี และพี่โก้ก็ยังใจดีมาช่วยอัด saxophone ให้กับเพลง audition ของเราหนึ่งเพลงทั้งที่ดูก็รู้ว่าพี่โก้คงยุ่ง แต่พี่โก้ก็ช่วยเล่นเต็มที่ อัดทิ้งไว้ให้เลือกตั้งหลายเทค ซึ้งในน้ำใจและขอบคุณพี่โก้มากๆครับ

ช่วงหนึ่งปีหลังจากที่เรามาเรียนต่อ ก็มีโอกาสเอาเพลงที่เคยทำไว้ไปออกเทปวางแผงกับ Monotone เป็นเพลงที่สองในชีวิตที่มีโอกาสได้ลงอัลบัมแล้วเอาไปวางขาย (เพลงแรกคือเพลงประกอบละครเรื่องสลักจิต ฉายทางช่องสาม ที่แหม่ แคทลียา อิงลิช แสดงเมื่อตอนเราเรียนมหาลัย ปี4) และปีถัดมาก็ได้ยินข่าวว่าพี่โก้ออกเทป เป็น Mr. Saxman มีเพลงภาวนาดังทั่วบ้านทั่วเมือง จำได้พี่โก้บอกตอนคุยโทรศัพท์กันว่า “กลับไปเที่ยวเมืองไทยเมื่อไหร่อย่าลืมแวะไปเอา CD ที่ร้าน Saxophone ด้วยจะเก็บไว้ให้” และช่วงที่กลับไปเมืองไทยก็ได้รับคำแนะนำต่างๆจากพี่โก้เหมือนเคย
จำได้พี่โก้แนะนำตอนหลังจากออกเทปว่า “ให้ทำเพลงเก็บๆไว้ จำความรู้สึกของเราแล้วเขียนๆเก็บไว้ สักวันจะมีโอกาสได้ใช้” ซึ่งก็จริงอย่างพี่โก้ว่าไว้ เพลงที่เรามีโอกาสได้เอาวางขาย ล้วนเป็นเพลงที่เราแต่งเก็บๆไว้ทั้งนั้น ไม่เคยมีเพลงไหนที่แต่งโดยเฉพาะเพื่อโปรเจคนั้นๆเลยสักเพลง

ถึงพี่โก้จะมีชื่อเสียงแล้วในตอนนั้น แต่ก็ยังคงดีกับน้องๆไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นคนของประชาชน ของน้องๆ เหมือนเดิม โทรไปหาก็รับสายทุกครั้ง (แต่จะว่างคุยหรือเปล่านั่นอีกเรื่องนึง) ถึงทุกวันนี้็ก็ยังเหมือนเดิม ยิ่งตอนนี้เปิดร้าน และโรงเรียน sax society ยิ่งดูเหมือนจะกลายเป็นคนประชาชน ของน้องๆ มีลูกศิษย์มากมาย และเท่าที่สังเกตเห็น ก็ดูเหมือนพี่โก้จะสามารถ nice กับทุกคนได้เท่าๆกัน ยอมรับเลยว่าถ้าเป็นเราตอนนี้ และอยู่ในสถานเดียวกับพี่โก้ คงไม่สามารถ nice ได้ขนาดนั้น ก็หวังว่าสักวันจะเรียนรู้และเป็นได้อย่างพี่เค้าบ้าง

วันนี้พอได้อ่านเรื่องราวของพี่โก้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่่ผ่านมาของเราที่เกี่ยวกับพี่โก้ ทั้งทางตรงทางอ้อม สถานที่ที่พี่พูดถึง บุคคลที่พี่เอ่ยถึง ซึ่งเราเองก็มีโอกา่สได้สัมผัสบางที่ รู้จักบางคนเหมือนกัน ถึงจะต่างมุมแต่เราก็ได้สัมผัสมันเหมือนกัน เป็นอะไรสักอย่างที่รู้สึกดี ที่ได้เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของพี่โก้เลยอยากเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟัง

facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
facebooktwitterlinkedinyoutube