เรื่องฟุ้งซ่านของคนป่วย

November 20, 2006 8:38 pm Archives ,

วันนี้ป่วย ดูๆจะไร้สติยังไงพิกล บางทีจมูกก็แห้งจนแสบไปหมด บางทีก็น้ำมูกไหลไม่หยุด มีอาการจามเป็นระยะแถมยังแสบตารู้สึกร้อนไปหมดทั้งที่อากาศก็ออกจะหนาวเย็น อยากจะพักนอนอยู่บ้านแต่ก็ยังไม่วายต้องออกไปเอา passport กับ VISA คืนจากที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (INS) หลังจากที่ไปเอาเมื่อวันศุกร์แล้วมันปิด (ขนาดไปถึงที่นั่นตอนบ่ายสามนะ)

เชื่อหรือไม่ พวกที่ทำงาน INS ปิดรับคนเข้าติดต่อตั้งแต่บ่าย 2 โมงเย็น!!! OMG!!!

อาการป่วยนี่เป็นมาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ล่วงเลยเข้าวันจันทร์ท่าทางเชื้อโรคจะเริงร่า อาการเลยดูจะเป็นหนักกว่าเดิมถึงกระนั้นด้วยความจำเป็นก็เลยต้องถ่อไปถึง สำนักงาน INS ตั้งแต่ 11โมงเช้ากว่าจะไปถึงก็เที่ยงพอดี แล้วก็นั่งรอ รอ รอ… ไปเรื่อยๆ จนถึงบ่ายโมงครึ่งถึงได้มีคนออกมารับเรื่องแล้วก็รออีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะ ได้พาสปอร์ตกับวีซ่าคืน สรุปกว่าจะเสร็จออกมาได้ก็บ่ายสองโมงกว่า แต่ก็เอาฟะ… ไปเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จบกันซะทีกับ I-20 Saga!

ด้วยความที่ไม่สบายครั่นเนื้อครั่นตัว ก็เลยเกิดอาการฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย…

มีใครเคยคิดมั๊ยว่าถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ อยากย้อนเวลากลับไป ณ จุดไหนของชีวิต แล้วคิดว่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นได้หรือเปล่า !?
อันนี้คงต้องขึ้นอยู่กับว่า ( 1) เราจะย้อนเวลากลับไปด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ หรือ (2) จะกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆโดยที่จำเหตุการณ์ในอนาคต (ของตอนนั้น) ที่เกิดขึ้นกับตัวเราไม่ได้

ถ้าเลือกข้อ 1. เราอาจจะทำตัวไม่เหมือนเดิมจากในอดีตที่เราเคยทำลงไป แล้วเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นสาเหตุให้เหตุการณ์อีกอย่างมันเกิดขึ้นในชีวิต เราล่ะ มันจะยังเกิดขึ้นมั๊ย สมมุติว่ามีอยู่วันหนึ่งเราบังเอิญเดินไปเจอใครคนหนึ่ง แล้วคนนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเราย้อนเวลากลับไป เราอยากจะเจอกับคนคนนั้น แต่ ณ ตอนนั้นเค้ายังไม่รู้จักเรา แล้วเราจะทำให้เหตุการณ์ที่บังเอิญทำให้เราได้รู้จักเค้ามันเกิดขึ้นได้อีก หรือเปล่า? แน่นอนว่ากริยาท่าทางของเราคงไม่เหมือนเดิม แล้วถ้าเราจงใจไปเจอเค้าคนนั้น ณ เวลาอื่น โดยที่ไม่เหมือนเหตุบังเอิญที่มันเคยเกิดกับเราจริงๆ ความสัมพันธ์ของเรากับคนนั้นยังจะเหมือนเดิมกับที่เราเคยรู้จักเค้าจริงๆ หรือเปล่า ??
หรือเราอาจจะทำอะไรไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในตอนนั้นคิดว่าเป็นของใหม่ก็ใช้เวลากับมันแต่สุดท้ายแล้วพบว่าไม่ได้อะไร ถ้าย้อนเวลากลับไปเราจะทำมันหรือเปล่า? แล้วถ้าสิ่งที่ทำมันช่วยให้เราได้เพื่อนมา แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนคนนั้นก็ขาดการติดต่อกับเรา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะใช่เวลาทำมันอยู่หรือเปล่าเพื่อให้ได้รู้จักเพื่อนคนนั้น แล้วต่อให้เราใช้เวลาทำมันจริงๆ เราจะบังเอิญได้เจอเพื่อนคนนั้นอยู่หรือเปล่า ?? ถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำ แล้วพยายามทำสิ่งที่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าถ้าได้ทำตั้งแต่อดีตชีวิตในอนาคตจะ ดีขึ้น งั้นชีวิตของเราคงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ประสบการณ์ใหม่ เพื่อนใหม่ แล้วสุดท้ายก็อาจจะได้พบกับสิ่งที่เราอยากจะย้อนกลับไปแก้ไขใหม่ๆขึ้นมา อีก… หรือเปล่า !?

ถ้าเลือกข้อ 2. ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในอดีตโดยที่เราไม่มีความทรงจำของช่วงเวลาต่อจากตอนที่ เราย้อนกลับไปอยู่เลย ถ้าอย่างนั้นเราคงไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรให้ได้ดีกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็คงเลือกทำในสิ่งที่เราได้ทำลงไปอยู่ดี แล้วชีวิตของเราก็คงเป็นไปในแบบที่มันเคยเป็น… หรือเปล่าหว่า!?

ระยะหลังนี้เริ่มมีความเชื่อเกิดขึ้นในใจว่า ชีวิตคนเราได้พบปะผูกพันธ์กับใครมันควรจะมีสาเหตุ ไม่ใช่ทุกคนที่เราอยากรู้จักจะได้รู้จักเรายกตัวอย่างเช่น มีผู้ชายคนหนึ่งชอบผู้หญิงคนหนึ่ง อยากได้เค้ามาเป็นแฟน ผู้ชายคนนั้นอาจจะเข้าไปทำความรู้จักพูดคุยแต่ไม่ได้แปลว่าผู้ชายคนนั้นจะ สมหวัง เค้าอาจจะทำอย่างนี้กับผู้หญิงสักสิบคนแต่สุดท้ายอาจมีโอกาสได้ผูกพันธ์กับ ผู้หญิงแค่คนเดียว แถมสุดท้ายแล้วผู้หญิงคน(แรก)นั้นอาจจะไปผูกพันธ์กับผู้ชายคนอื่นที่อาจจะ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากผู้ชายคนแรกเลย อาจจะเป็นเพราะโอกาสที่เค้าได้ ทำความรู้จักกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนแตกต่างกัน คนในสังคมมีเป็นร้อยเป็นพันสุดท้ายแล้วเราได้ผูกพันธ์กับคนกี่คน? ทั้งที่เราก็ใช้ชีวิตพบปะผู้คนมากมาย บางคนแทบไม่เคยเจอหน้า อยู่ห่างกันตั้งครึ่งค่อนโลก แต่เรากลับสามารถผูกพันธ์กับเค้าได้มากกว่าคนที่พักอยู่ห้องข้างๆเรา

สรุปว่านอกจากเรื่องของบุคลิกลักษณะภายนอก ฯลฯ เราเชื่อว่าคนเรามาเจอกันผูกพันธ์กันต้องมีสาเหตุ หรือที่ทางศาสนาพุทธเค้าว่าทำบุญทำกรรมร่วมกันมา ถ้าเราไม่ได้ทำบุญทำกรรมร่วมกันมากับคนคนนั้น ชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ผูกพันธ์กันอยู่ดี… แล้วเราจะอยากสร้างเวรกรรมใหม่ๆขึ้นมาหรือเปล่าเผื่อว่าชาติหน้าจะได้มาพบปะ ผูกพันธ์กันอีก ?

บทความนี้สอนให้รู้ว่าถ้าพยายามทำวันนี้ให้ดีแล้ว ก็ไม่ควรนึกเสียดายในทำนองว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้คงจะทำได้ดีกว่านี้”

จบละ… เรื่องฟุ้งซ่านของคนป่วยน้ำมูกไหลคนหนึ่ง

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
Facebooktwitterlinkedinyoutube