เรื่องวุ่นๆ ของ gig ที่ไทยโอชา

June 17, 2006 11:43 pm Archives , ,
พักหลังนี้ที่ร้านไทยโอชามีแขกที่มานั่งฟังดนตรีจริงๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 
อาจจะเป็นเพราะนักดนตรีเล่นดีขึ้น (มั้ง) 555
เงินที่ได้จากทิปนี่จะเป็นเหมือนตัวบ่งบอกที่ดีว่าวันนี้เล่นดีหรือเปล่า เล่นดีก็ทิปเยอะหน่อย วันไหนเล่นไม่ดี ก็จะไม่มีทิปเลย
 
ที่ว่าแปลกก็คือช่วงนี้จะเป็นอะไรที่ขึ้นๆลงๆเหลือเกิน นับตั้งแต่เมื่อวันที่ Mr.Riggs มานั่งกินที่ร้าน วันนั้นถือเป็นวันแจ๊คพอตแตกสำหรับเราเลย
แต่พออาทิตย์ถัดมาด้วยความที่กลัว Mr.Riggs จะย้อนกลับมาที่ร้านอีกก็เลยซ้อมเตรียมตัวซะดี กะว่า… มาเลย ไม่กลัวนะเฟ้ย   ปรากฏว่าสงสัยที่ Mr.Riggs ถามไปว่าเราเล่นเมื่อไหร่วันไหนบ้าง คงกะประมาณว่า..
 
ดี..จะได้ไม่ต้องมาตรงกับเวลาที่มันเล่น (ฮา)
 
แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือปรากฏวันนั้นได้ทิปมากเป็นประวัติการณ์ถึง คนละ $11 (รวมวันนั้นมีเงินในโถทิปอยู่ $33) จากที่ปรกติเคยได้อย่างเก่งก็คนละ $3-4 เท่านั้น น้องแบงค์ก็เลยได้เงินสมทบทุนอาหารเช้า เอาเงินทิปที่ได้มาไปซื้อเครื่องปิ้งขนมปังราคา $7 จาก Walmart แล้วก็ซื้อ waffle กล่องมาปิ้งกินเป็นอาหารเช้าไปได้อีกอาทิตย์นึง
 
อาทิตย์ถัดมาก็ทำท่าว่าจะดี เห็นมีแขกมานั่งกินและนั่งฟังแบบตั้งใจฟังจริงๆตั้งหลายโต๊ะ แต่ปรากฏว่าเจ้ามือกีต้าร์สองคนมันดันทะเลาะกันถึงขั้นเก็บของเลิกเล่นกลางคันซะงั้น… 
ไอ้เราก็ไม่รู้เรื่องหรอก เห็นแต่มันทำท่าฮึดฮัดๆใส่กัน แล้วจู่ๆ เจ้ามือกีต้าร์เกาหลี ก็ลุกขึ้นเก็บของจะกลับบ้านเอาดื้อๆ
 
เลยได้เรื่องล่ะครับทีนี้ วงแตกเอากลางงานเลย สุดท้ายต้องเลิกเล่นแค่นั้นแล้วก็ออกไปเคลีร์ยกันข้างนอกร้าน คุยไปคุยมาได้ความว่า เจ้ามือกีต้าร์เกาหลีมันรำคาญจนถึงจุดที่หมดความอดทนต่อพฤติกรรมของเจ้ามือกีต้าร์ไต้หวันที่ชอบชักสีหน้า ทำหน้าเหมือนไม่พอใจ แล้วก็ดูเหมือนจะหัวเราะเยาะคนอื่นในวงเวลามีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลา
 
คือไอ้เราก็เคยเห็นเจ้ามือกีต้าร์ไต้หวันมันทำท่าชักสีหน้าบ่อยๆนะ แต่เราไม่ค่อยได้สนใจ คิดซะว่าถ้าเราเล่นผิดจริง ก็พยายามเล่นให้ดีขึ้นละกัน ไอ้มือกีต้าร์เกาหลีซะอีก ที่ยั๊วะแทน… บอกว่าถ้าตอนเราเล่นอยู่แล้วมันทำท่าหัวเราะอย่างนี้ให้มันเห็นได้ แปลว่าตอนมันเล่น เจ้าไต้หวันก็คงจะหัวเราะใส่มันได้เหมือนกัน
 
คนที่เล่นดนตรีคงพอจะรู้ ว่าเวลาเล่นด้วยกันแล้วมีใครสักคนในวง มันพยายามจะจับผิดแล้วหัวเราะทำหน้ากวนบาทาใส่เราตลอดเวลามันเป็นยังไง
 
ที่เรารู้สึกแย่ก็คือ ช่วง 3 เพลงสุดท้ายตอนที่มันทะเลาะกัน ดนตรีจากที่เจ้ามือกีต้าร์ทั้งสองคนมันเล่นก็ฟังเหมือนจะทะเลาะกันด้วย ส่งผลให้ทั้งจังหวะ ทั้ง feel ทุกอย่างพาลผิดๆเพี้ยนๆไปหมด เพลงที่เรา solo ลำบากอยู่แล้วก็เลยยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ออกมาดี
 
ที่สำคัญคือหลังจากที่เลิกเล่น ยังมีลูกค้าถามพนักงานเสริฟเลยว่า ดนตรีเลิกเล่นแล้วเหรอ อยากฟังอีก
จำได้ว่าตอนช่วงที่เริ่มเล่นมีโต๊ะนึงออกไปซื้อไวน์มานั่งจิบแล้วฟังเราเล่นไปด้วยเลยนะ พอมันทะเลาะกันอย่างนี้เราเลยพาลเซ็งไปด้วยเลย ถึงอย่างนั้นก็ยังอุตส่าห์มีเงินทิปหลุดมาให้คนละ $4 ทั้งที่เล่นไปไม่ทันถึงครึ่งเวลาดีเลย
 
รู้สึกแย่เพราะโชว์ห่วยให้ลูกค้าดูมากๆ
 
ช่วงระหว่างอาทิตย์ที่ผ่านมาเราเลยต้องเจรจากับเจ้ามือกีต้าร์ทั้งสองคนว่าตกลงแล้วมันจะเอายังไง สรุปเจ้าเกาหลีไม่ต้องการเล่นกับเจ้าไต้หวันอีกต่อไป เราก็เลยต้องเลือกว่าจะเอาใครไว้
ก็พยายามคุยกับทั้งสองคนดีๆนะ ว่าจะเอายังไง แต่ดูเหมือนเจ้าไต้หวันจะไม่รู้ตัวเลยว่านิสัยของมันนี่ต้องการการปรับปรุงด่วน เทียบกันกับเจ้าเกาหลีที่เงียบๆ รับฟัง เปิดกว้าง ไม่นิยมนินทาลับหลัง (อันนี้เจ้าไต้หวันชอบมาก)
สุดท้ายเราก็เลยเลือกเจ้าเกาหลีไว้ แล้วหาคนอื่นมาเล่นแทนตำแหน่งที่ว่างจนกว่า Leah (มือเบสที่เล่นประจำซึ่งตอนนี้ไปเที่ยวอยู่) จะกลับมา
สุดท้ายวันนี้เลยได้มือเบสชาวเกาหลีมาเล่นให้ แล้วก็ได้ผลดีเกินคาด เสียงออกมาดีมาก จังหวะไม่เร่ง เบสไม่เดินทื่อๆ ทำให้เราสามารถเล่นได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมานั่งล่กๆ คอยตามจังหวะของ rhythm section
สุดท้ายได้ทิปมาทั้งหมดคนละ $12 ถือว่าเป็นเรทสูงที่สุดที่เคยได้ในตอนนี้เลย ที่สำคัญ ลูกค้านั่งฟังจริงๆ บางโต๊ะกินเสร็จก็ยังนั่งฟังต่อ พอเล่นจบก็ปรบมือให้ ได้ความรู้สึกดีจริงๆ ให้ตายสิ แทบจะอยากเอาเจ้ามือเบสคนนี้ไว้แทน Leah จริงๆ 555
 
สรุป 4 ครั้งที่ผ่านมานี่ มีเล่นห่วย กับดีสลับกันแบบฟ้ากับเหวเลย
แต่ที่สำคัญวันนี้นอกจากลูกค้าจะปรบมือให้เกือบทุกเพลง หลังเล่นเสร็จยังมีลูกค้าเข้ามาหาแล้วบอกว่าเราเล่นดีมากแล้วขอจับมือด้วยนะ 
 
นึกถึงเมื่อสองปีก่อนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ ตอนนั้นมีเรากับพี่แพงเล่นเปียโน (พี่แพงตอนนี้เป็นอาจารย์สอนที่ศิลปากรไปเรียบร้อยแล้ว) ช่วงนั้นบางทีก็จะมีคนเข้ามาชมพี่แพงว่าเล่นดีจากนั้นก็หันมาหาเราแล้วบอกว่า Hang in there! (แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า สู้ต่อไปไอ้มดแดง… ประมาณนั้น)
 
คิดๆดูแล้วไอ้เราก็ have come a long way แล้วเหมือนกันนะเนี่ย หุหุ
ว่าแล้วก็นึกถึงที่อาจารย์เคยพูดกับเราไว้เมื่อเทอมก่อนว่า
Your problem is not about what you play but how you sound!!
 
แล้วก็ต้องนึกขอบคุณ TA ที่สอน private lesson ให้เราเมื่อเทอมที่แล้วจริงๆ ที่โชว์ให้เราเห็นว่าจะแก้ไขให้เสียงเราดีขึ้นได้ยังไง
 
ถ้ามี Tone and Time ที่ดีแล้ว อะไรๆมันก็ฟังดูดีขึ้นจริงๆ

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail
Facebooktwitterlinkedinyoutube